คนไทยต้องได้ใช้ยาคุณภาพ!!! เคลื่อนความรู้วิจัยระบบยา ต่อยอดต่างชาติ ยกไทยเข้าถึงยามีประสิทธิภาพในหลักประกันสุขภาพไทย

แชร์ข่าวนี้

        สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และเครือข่ายภาคี ร่วมจัดการประชุมย่อยวิชาการคู่ขนานในงานประชุมนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล
ประจำปี
2563 หัวข้อ “Ensuring effective access to essential medicines in Thai UHC” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานพัฒนาระบบยาที่ผ่านมาของประเทศไทย
ตลอดจนการขยายเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมกำหนดทิศทางการดำเนินงานที่สอดรับกับสถานการณ์ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงในอนาคตเพื่อสร้างความมั่นใจการเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพในหลักประกันสุขภาพไทย ณ ห้องประชุม
World Ballroom ชั้น 23โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563

       นพ.นพพรชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพไทยได้รับการยกย่องจากนานาชาติว่าเป็นระบบที่ดีติดอันดับโลกการจัดการเพื่อให้เกิดการเข้าถึงยาจำเป็นเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงการรักษาอย่างถ้วนหน้า เท่าเทียมไม่เกิดภาวะล้มละลายจากรายจ่ายสุขภาพ เป็นหัวใจสำคัญของระบบประกันสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสถานการณ์ระบบยาฯ พบว่า มูลค่าการบริโภคยาของประเทศไทยคิดเป็นร้อยละ41 ของค่าใช้จ่ายสุขภาพ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมากและแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยจากข้อมูลสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (ค่ายา ค่ารักษา)ต่อค่าใช้จ่ายของครัวเรือนทั้งหมด (
GDP)พบว่า ปี 2557 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (ค่ายา ค่ารักษา) มีมูลค่า 409,313 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลมูลค่าการผลิตและนำเข้ายาประจำปี 2558 มีมูลค่ายารวม 162,914 ล้านบาท ดังนั้น การใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องมีองค์ความรู้ควบคู่กับการจัดการที่เหมาะสม ดังตัวอย่างที่ดำเนินการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

       โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่มีการจัดการของระบบที่ดีตั้งแต่การคัดเลือกยาที่มีประสิทธิผล คุ้มค่าเข้าในสิทธิประโยชน์ มีการจัดหาและกระจายยาที่มีประสิทธิภาพและส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล ผลคือทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาจำเป็นได้แม้จะเป็นยาราคาแพงหรือเป็นยาหายาก และราคายาของระบบลดลงมาก “สวรส.
จึงได้ผลักดันให้เกิดการทบทวนสถานการณ์และสังเคราะห์เหตุปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานของระบบยาของประเทศไทยโดยรายงานระบบยาของประเทศไทย ในครั้งนี้เป็นรายงานฯ ฉบับที่ 3 ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญๆและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับระบบยาของประเทศ ได้ร่วมกันพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของระบบสุขภาพไทย
โดย สวรส.จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์ความรู้ชุดนี้ไปสู่การพัฒนาระบบสุขภาพและสุขภาพที่ดีของคนไทยต่อไป”
นพ.นพพร กล่าว

        ทางด้าน ดร.ภญ.นพคุณธรรมธัชอารี ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. เปิดเผยว่า ในการประชุมฯ ได้เปิดตัว รายงานระบบยาของประเทศไทย 2563ซึ่งนับเป็นข้อมูลสำคัญของการรายงานสถานการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับระบบยาในประเทศไทยที่จัดทำขึ้นเป็นครั้งที่3 โดย สวรส. ได้สนับสนุนให้มีการจัดทำรายงานระบบยาของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2537 โดยการพัฒนาร่วมกันของคณะกรรมการจัดทำรายงานระบบยาของประเทศไทย ซึ่งกรอบแนวคิดดัดแปลงมาจากPharmaceutical Systems Strengthening framework ของ Systems for Improved Access to Pharmaceuticals and Services (SIAPS)  และแบบจำลองระบบยาของหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสาระสำคัญเพื่อรายงานข้อมูลระบบยา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบสุขภาพ มีเป้าหมายผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีของคนไทย โดย ยาครอบคลุมถึง ยาสำเร็จรูปประเภทยาเคมี วัคซีน ชีววัตถุ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยาเสพติด ยาแผนโบราณ และยาสมุนไพร นำเสนอภายใต้องค์ประกอบหลักของระบบยา คือ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต/ผลลัพธ์ รวมทั้งองค์ประกอบสนับสนุน คือ ระบบอภิบาลและการเงินการคลัง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบยา โดยแต่ละองค์ประกอบต่างมีความเชื่อมโยงกันภายใต้บริบทแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งระบบยายังครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมและการบริการสุขภาพ จึงเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายในระดับชาติองค์กร และบุคคล ได้แก่ ภาครัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม ภาคผู้ให้บริการ เช่น สถานบริการสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชน โรงงานผลิตยา บริษัทยา องค์กรไม่แสวงผลกำไร และองค์กรวิชาชีพ และภาคชุมชน เช่น ผู้ป่วย ผู้บริโภค รวมทั้งภาคประชาสังคม นอกจากนั้น องค์ประกอบของระบบยาเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนที่จำเป็นต้องมาร่วมทบทวนการทำงานและกำหนดทิศทางในอนาคต เพื่อปรับการตัวให้สอดรับกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายในระบบสุขภาพและปัจจัยแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งล้วนมีอิทธิพลและส่งผลกระทบต่อระบบยา เช่น นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า บัญชียาหลักแห่งชาติ มาตรฐานการผลิตตามหลักเกณฑ์ PIC/S GMP การประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาของกระทรวงสาธารณสุขมติสมัชชาสหประชาชาติประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การปรับปรุงความตกลงทางการค้าภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ที่เกี่ยวกับระบบยาการปรับตัวอย่างต่อเนื่องในระบบยานั้นเพื่อให้อยู่รอดและดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งในระดับประเทศและสากล

        ทั้งนี้ในการประชุมได้นำประเด็นต่างๆ ซึ่งเป็นหัวข้อย่อยในรายงานระบบยาฯ ดังกล่าวมาแลกเปลี่ยนในการประชุม อาทิเช่น “เพิ่มการเข้าถึงยารักษาโรคมะเร็งแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy) โดย ภญ.เนตรนภิส สุชนวนิช ที่ปรึกษาโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ(HITAP) ได้กล่าวว่า จากรายงานประมาณการมูลค่าการตลาดของยามะเร็งในระดับโลกได้คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นจาก4.12 พันล้านบาท ในปี 2561 เป็น 6.68 พันล้านบาท ในปี 2567 โดยมีผลการศึกษาในไต้หวันระหว่างปี 2552–2555 ระบุว่ามูลค่าการจำหน่ายยารักษาโรคมะเร็งในยาเคมีบำบัดมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่มูลค่ายารักษาโรคมะเร็งแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง(targeted therapy) เพิ่มขึ้นจาก 6.24% ในปี 2552 เป็น 12.29% ในปี 2555 ดังนั้นจากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าอุบัติการณ์โรคมะเร็งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาแบบดั้งเดิมมีแนวโน้มลดลงขณะที่กลุ่มยารักษาโรคมะเร็งแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง มีแนวโน้มและมูลค่าการใช้ที่เพิ่มขึ้นตามอุบัติการณ์โรคมะเร็งอย่างต่อเนื่อง

        ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ด้านยาในระบบหลักประกันสุขภาพของไทย มีรายการยารักษาโรคมะเร็งแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งในปี 2562 จำนวน 7 รายการ จาก 28 รายการ มีมูลค่าในการจัดหา 743 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น50.12% ของมูลค่าการจัดซื้อยาบัญชี จ(2) ทั้งหมด สิ่งที่น่าสนใจ คือ การพัฒนาระบบการเข้าถึงยารักษาโรคมะเร็งแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการสนับสนุน โดยยังคงมีความท้าทายในด้านการบริหารจัดการความคุ้มค่าและยั่งยืนซึ่งแน่นอนว่าประสิทธิภาพของการรักษาที่เพิ่มขึ้นและจะเป็นวิวัฒนาการที่ก้าวกระโดดในอีกขั้นหนึ่งของระบบหลักประกันสุขภาพไทยหลังจากที่ต่างชาติเคยให้การยอมรับไทยอย่างกว้างขวางมาแล้ว ในด้านประสิทธิภาพการเข้าถึงยาในระบบหลักประกันสุขภาพสำหรับ การประชุมครั้งนี้ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลในประเด็นที่น่าสนใจอาทิ สถานการณ์การเข้าถึงและการใช้ยาในระบบหลักประกันสุขภาพ การส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในบริบทที่แตกต่างกัน เศรษฐศาสตร์การเมืองมีผลต่อการเข้าถึงยาในประเทศไทยและทั่วโลก การเข้าถึงยาราคาแพงและเทคโนโลยีใหม่ๆตลอดจนชีววัตถุต่างๆ เป็นต้น


แชร์ข่าวนี้