มิ่งขวัญ อภิปราย เดือด สับเละรัฐบาลบิ๊กตู่ เศรษฐกิจตกต่ำ-ความเหลื่อมล้ำสูง

แชร์ข่าวนี้

มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ซัดไทยเศรษฐกิจแย่ จนยอดคนฆ่าตัวตายพุ่งสูงเพราะปัญหาหนี้สิน ชี้ความเหลื่อมล้ำพุ่งอันดับหนึ่ง – จวก ชิมช้อปใช้

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 2563 เกี่ยวกับความผิดพลาดในการบริหารด้านเศรษฐกิจ โดยยกข้อมูลสถิติ ระบุว่า 80.2 ล้านบัญชี คนไทยเกินครึ่งมีเงินติดบัญชีไม่ถึง 3,000 บาท โดยมีเงินฝากเกินกว่า 10 ล้านบาท เพียงร้อยละ 0.2, น้อยกว่า 10 ล้านบาท ร้อยละ 10, น้อยกว่า 3,142 บาทร้อยละ 56 และน้อยกว่า 500 บาทถึงร้อยละ 32.8

และพบว่าหนี้ครัวเรือนปี 2562 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.4 แสนบาทต่อครัวเรือน เป็นหนี้ในระบบ ร้อยละ 59.2 ส่วนหนี้นอกระบบ ร้อยละ 40.8 พร้อมไล่เรียงข่าวหลายบริษัทและโรงงานต่าง ๆ ปลดพนักงาน และปิดกิจการตลอดปี 2562 รวมถึงข่าวหลายครอบครัวหลายชีวิต ฆ่าตัวตายจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้สิน

นายมิ่งขวัญ กล่าวถึงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ปี 2540 ที่มีผู้ได้รับผลกระทบถึงร้อยละ 15 แต่วิกฤตเศรษฐกิจช่วงปี 2560 ถึง 2562 มีผู้ได้รับผลกระทบถึงร้อยละ 85 พร้อมชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำประเทศไทยอยู่อันดับที่ 1 ของโลกในปี 2561 โดยคนเพียงร้อยละ 1 เป็นเจ้าของความมั่งคั่งของคนไทยทั้งประเทศรวมกัน ก่อนยกตัวอย่างข้อมูลจากนิตยสารฟอร์บส์เกี่ยวกับ 5 ตระกูล ที่มีความมั่งคั่งระดับประเทศ โดยเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ จนทำให้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เตือนว่าอย่ากล่าวถึงบุคคลที่ 3

นอกจากนี้ นายมิ่งขวัญ ยังอภิปรายถึงมาตรการ ชิมช้อปใช้ ด้วยว่า มีรัฐมนตรีคนหนึ่งในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ บ่นว่ากระทรวงการคลังมีหน้าที่หาเงินเก็บภาษีและจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงต่าง ๆ ใช้ แต่กระทรวงการคลังกลับใช้งบประมาณนี้เอง ซึ่งมาตรการนี้ใช้เงินไปทั้งสิ้นเกือบ 2 หมื่นล้านบาท เป็นเงินที่สามารถนำไปทำโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค รักษาคนได้ถึง 6.2 ล้านคน ซื้อเตียงผู้ป่วยได้ถึง 7 แสนกว่าเตียง ซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ถึง 1,335 ปี พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงมาตรการชิมช้อปใช้ หากจะทำต่อไป เงินควรไปถึงรากหญ้าด้วย เพราะว่าเงินในโครงการชิมช้อปใช้ที่ผ่านมา ออกมาเป็นบาร์โค้ด และสุดท้ายเงินจะไปอยู่ที่กลุ่มนายทุน

ส่วนการหารายได้ให้กับประเทศ โดยการท่องเที่ยวเป็นการหารายได้อันดับ 1 แต่นายมิ่งขวัญแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับการควบคุมระบบการโอนเงินข้ามชาติ และฝากไปถึงนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับปัญหาการจัดระเบียบทางเท้า จนกระทบ Street Food ซึ่งเป็นเสน่ห์อันดับ 1 ของประเทศไทย

สำหรับการเลื่อนแบน 3 สารเคมีภาคการเกษตร 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเคยมีผู้ประกอบการสารเคมีในต่างประเทศ ต้องชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบถึง 2,000 บาท ซึ่งมี 153 ประเทศสั่งแบนหมดแล้ว จึงเกิดคำถามว่าประเทศไทยเกรงใจใคร

ทั้งนี้ เมื่ออภิปรายมาสักพัก นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ประท้วงว่า นายมิ่งขวัญยังไม่ได้อภิปรายเปิดประเด็นไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ขณะที่ นายมิ่งขวัญ ยืนยันว่า สิ่งที่ได้อภิปรายไปเป็นการชี้ให้เห็นถึงปัญหาการบริหารด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยนายมิ่งขวัญ กล่าวสรุปในตอนท้าย ว่า ถ้าเป็นซีรีส์เกาหลีตอนนี้จบภาคแรก แต่โปรดติดตามภาค 2


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *