สช. รวมพลังพลเมืองตื่นรู้ หนุนช่วยรัฐ สู้ภัยโควิด-19

แชร์ข่าวนี้


รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชี้สถานการณ์โควิด-19 ระบาด สามารถเปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยเท่าที่จำเป็นได้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมเร่งปูพรมขับเคลื่อนทั่วประเทศ “รวมพลังพลเมืองตื่นรู้ หนุนช่วยรัฐ สู้ภัยโควิด-19” หามาตรการเชิงสังคมที่ชุมชนมีส่วนร่วมเฝ้าระวังและลดการแพร่ระบาดโควิด-19

นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ทางสถานีวิทยุ อสมท. คลื่นความคิด FM 96.5 ช่วง ‘สานพลังสร้างสุขภาวะ’ ในวันที่ 11 มีนาคม 2563 เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพหรืออื่นใด โดยพื้นฐานแล้วมีกฎหมายปกป้องคุ้มครอง โดยข้อมูลส่วนบุคคลด้านสุขภาพตาม มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ระบุไว้ชัดเจนว่า ข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถนำไปเปิดเผยเพราะอาจ ทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลนั้นได้ เว้นแต่เจ้าตัวประสงค์ให้เปิดเผย หรือมีกฎหมายเฉพาะบางอย่าง ซึ่งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ COVID-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล แต่ต้องทำเท่าที่จำเป็นและจำเพาะเจาะจงว่าเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

“ยกตัวอย่าง มีผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มอีก 6 ราย จะเห็นว่าเป็นการเปิดเผยในลักษณะภาพรวมว่าเป็นชายหรือหญิง อยู่ไหน แต่ไม่จำเพาะเจาะจงถึงชื่อหรือตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ระมัดระวังอย่างเต็มที่ในการเปิดเผย เพราะถ้าไม่เปิดเลยสังคมก็จะสงสัย แต่ก็ไม่เปิดจนกระทบสิทธิส่วนบุคคล”

“ประเด็นสำคัญกว่านั้น หากในสถานประกอบการมีพนักงานเจ็บป่วย ต้องบอกว่าตอนนี้เกิดเหตุแล้ว และต้องระบุให้ชัดเจนว่าเขาติดต่อจากใครและใครมาสัมผัสจากเขา จึงต้องรู้ชื่อ นี่เป็นดุลพินิจในการเปิดเผย เพื่อป้องกันตัวเขาและคนอื่นด้วย”

นพ.ปรีดา แสดงทัศนะว่า สังคมควรมองในภาพใหญ่และต้องเข้าใจว่าการเปิดเผยข้อมูลเป็นไปอย่างรัดกุม เพื่อเฝ้าระวังอาการและป้องกันการแพร่เชื้อ โดยที่สังคมจะต้องไม่โทษกันและกัน เพราะจะยิ่งทำให้ผู้มีอาการหลบเข้ามุมมืด ตรงกันข้าม ควรให้คำแนะนำช่วยเหลือว่าผู้มีอาการต้องปฏิบัติตนอย่างไรและควรรีบติดต่อหน่วยงานรัฐทางช่องทางไหนเป็นต้น

ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) มีภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัด ทั่วประเทศ และได้หารือกับภาคีองค์กรหลักๆ แล้ว ทั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาแนวทางรับมือ ยับยั้ง และชะลอการระบาดใหญ่

โดย สช. กำลังเร่งมือให้เกิดการจัดเวที “รวมพลังพลเมืองตื่นรู้ หนุนช่วยรัฐ สู้ภัยโควิด19” ในทุกจังหวัด เพื่อระดมความคิด รณรงค์ เปลี่ยนความตระหนกให้เป็นความตระหนัก ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยกันเฝ้าระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ระดับชุมชน ครอบครัว และตัวบุคคล

“สช. มีเครือข่ายถึงระดับตำบล ที่มีธรรมนูญสุขภาพในมิติต่างๆ และสามารถไปจัดเวทีเครือข่ายพลเมืองระดับตำบลต่อ แล้วยังมีสภาองค์กรชุมชน พอช. ในระดับตำบล เมื่อจับมือกับกองทุนสุขภาพตำบลของ สปสช. ก็จะเป็นพลังทางสังคมที่ยิ่งใหญ่มาก”

“ถ้าลงไปถึงจังหวัด ตำบล โดยมีองค์กรชุมชนร่วมกันการจัดเวทีภาคพลเมือง หนุนเสริมด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เห็นแนวทางว่าจะร่วมมือกับชุมชนช่วยเหลือคนอื่นอย่างไร จะมีการทำจริงจังในระดับตำบลอย่างไร จะเฝ้าระวังอย่างไรเวลามีคนเข้ามาในชุมชน เพราะเจ้าหน้าที่ทางการกำลังไม่พอ แต่หากมี อาสาสมัครช่วยกันในชุมชน ก็ทำให้เกิดกำลังที่เพียงพอได้”

นอกจากนี้ สช. ยังจัดกรรมเล็กๆ เพื่อร่วมเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อว่า ‘สานพลังจิตอาสา หน้ากากผ้า สู่สังคม’ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของเจ้าหน้าที่และภาคีร่วมกันผลิตหน้ากากอนามัยผ้า 500 ชิ้นเพื่อนำไปแจกให้แก่ภาคีและผู้ที่เข้าร่วมประชุมงานกับ สช. เป็นการช่วยลดปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลน พร้อมกับให้ความรู้ในการใช้หน้ากากอนามัย “สช. อาสาเป็นเจ้าภาพเชื่อมร้อยเครือข่ายต่างๆ ให้เกิดการเคลื่อนตัวทั่วประเทศ ถ้าร่วมมือกันขยายไปทั่วประเทศ ทางการก็จะเบา คนไข้รายใหม่ก็จะน้อย โรงพยาบาลก็จะรับมือกับผู้ป่วยลดลง” นพ.ปรีดากล่าวทิ้งท้าย


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *