“ กักตัวเอง”ไม่แพร่…และไม่รับเชื้อ ร่วมกัน!หยุดโรคโควิด-19 .. หยุดเชื้อเพื่อชาติ

แชร์ข่าวนี้

“ กักตัวเอง”ไม่แพร่…และไม่รับเชื้อ ร่วมกัน!หยุดโรคโควิด-19 .. หยุดเชื้อเพื่อชาติ

ในขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของ“โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” หรือ “โรคโควิด-19” (COVID-19) ในประเทศไทย ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา มีจำนวนผู้ติดเชื้อยืนยันเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศให้ “โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” หรือ”โรคโควิด-19” เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อพ.ศ.2558 เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออันตราย และเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563ที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำโดย ฯพณฯพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 โรคติดต่ออันตรายร้ายแรง พร้อมทั้งมีการออกมาตรการที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ได้นำมาใช้ ก็คือการ“กักตัวเอง”ของผู้ที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยง เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19เพื่อให้ผู้ที่กักตัวเองไม่เป็นทั้งผู้แพร่เชื้อและผู้รับเชื้อ
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัยอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่าการ“กักตัวเอง”โดยไม่ไปสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้อื่น เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ได้นำมาใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยการให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแยกตัวเองออกจากชุมชน ทั้งเพื่อสังเกตอาการของตัวเองและป้องกันคนอื่นติดเชื้อจากผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบข้าง ไม่ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ“โรคโควิด-19” ร้ายแรงมากขึ้น เพราะการแพร่เชื้อ“โรคโควิด-19” ส่วนใหญ่เกิดจากผู้ป่วยที่แม้จะมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือบางรายในขณะที่ไม่แสดงอาการก็สามารถแพร่เชื้อได้ โดยบุคคลที่เข้าข่ายต้อง“กักตัวเอง”หลักๆมีอยู่ 2 กลุ่มคือ 1.ผู้ที่มีความใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงสูง และ 2.ผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาดของโรคเช่น จีน มาเก๊า ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อิตาลี และอิหร่าน ฯลฯ


ทั้งนี้การ“กักตัวเอง”จะใช้เวลาประมาณ 14 วัน(ระยะฟักตัวของโรค) ซึ่งกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขได้เผยแพร่ข้อมูล “How to… คุมไว้สังเกต ณ ที่พักอาศัยและแนวทางปฏิบัติ”เพื่อให้ผู้ที่ต้อง“กักตัวเอง” ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้อื่นโดยเฉพาะผู้ป่วยและผู้สูงอายุ 2.หยุดเรียนหรือทำงาน รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ 3.ปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชู่ทุกครั้งที่ไอ จาม หากไม่มีกระดาษทิชชู่ ให้ใช้ต้นแขนด้านในหรือข้อศอกตัวเองแทนสิ่งสำคัญคือห้ามไอจามใส่ฝ่ามือตัวเอง 4.ห้ามกินอาหารและใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น รวมถึงควรแยกของใช้ส่วนตัว ไม่ใช้ร่วมกับอื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว หมอน ผ้าห่ม แก้วน้ำ เป็นต้น 5.สวมหน้ากากอนามัยและอยู่ห่างจากผู้อื่น1-2 เมตร 6.แยกห้องนอน 7.ทำความสะอาดที่พักและของใช้ 8.ล้างมือบ่อยๆด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และสุดท้าย 9.ทิ้งหน้ากากอนามัยหรือกระดาษทิชชู่ที่ใช้แล้วให้ถูกวิธี โดยทิ้งในถุงพลาสติก ปิดถุงให้สนิท มิดชิดก่อนทิ้งลงถังขยะที่ปิดมิดชิดและล้างมือด้วยสบู่และน้ำนานประมาณ15-20 วินาที หรือแอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไปทันที
นอกจากนี้เรื่องสำคัญที่ผู้“กักตัวเอง”ต้องทำด้วยก็คือการสังเกตอาการ โดยการวัดอุณภูมิร่างกายของตัวเองและจดบันทึกไว้เป็นประจำทุกวัน หากมีไข้เกิน 37.5 องศาเซลเซียส ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ และหายใจเหนื่อยหอบ หรือมีอาการป่วยอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรพบแพทย์ทันทีและแจ้งให้เจ้าหน้าที่พนักงานควบคุมโรคติดต่อหรือหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ทราบ
ขอย้ำว่าการ“กักตัวเอง”เป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยลดและยับยั้งการแพร่กระจายของ “โรคโควิด-19” ได้ ประชาชนทุกท่านที่เข้าข่ายต้อง“กักตัวเอง”ควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อจะได้ไม่เป็นทั้งผู้แพร่และผู้รับเชื้อ เพื่อเราทุกคนร่วมกัน!หยุดเชื้อเพื่อชาติ/.นายแพทย์สุวรรณชัยกล่าวทิ้งท้าย

วันที่ 30 มีนาคม 2563


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *