วิจัยเชิงระบบช่วยเชื่อมโยงงานระบาด เศรษฐศาสตร์ สังคม สู่พฤติกรรมหยุดโควิด #thaitodaynews

แชร์ข่าวนี้

การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลในระยะต่อไปกับการล็อคดาวน์ต่อหรือปลดล็อคดาวน์ประเทศตลอดจนการวางแนวทางแก้ปัญหาและพัฒนาระยะยาวนั้นจำเป็นต้องพิจารณาใช้ข้อมูลทางวิชาการที่มีความชัดเจนในการกำหนดนโยบายหรือมาตรการต่างๆกับประชาชนมากยิ่งขึ้น

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ทำการศึกษาวิจัย “พัฒนาแบบจำลองบูรณาการระบบการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย” ซึ่งแนวคิดงานวิจัยมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง 

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ ผู้จัดการงานวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่าประเทศไทยต้องการองค์ความรู้เกี่ยวกับการพยากรณ์สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับผลลัพธ์จากการดำเนินการควบคุมโรคที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐศาสตร์และสังคม ซึ่งธรรมชาติของโรคอุบัติใหม่ซึ่งความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังมีไม่มาก ทำให้อาจมีข้อจำกัดในการควบคุมโรคหรือการจัดการปัญหาที่อาจไม่ประสบความสำเร็จเต็มที่ เพราะมีผลข้างเคียงของนโยบายที่ไม่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้า เช่น การตัดสินใจดำเนินนโยบายด้านการควบคุมโรคบางอย่างอาจไม่คุ้มค่าในระยะยาวเนื่องจากเกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมในระดับที่มากเกินไปสำหรับประชาชนบางกลุ่ม
เป็นต้น

“การวิจัยนี้ได้ให้ความสำคัญงานวิจัยที่มาประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงระบบเพื่อวิเคราะห์ทางเลือกเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหา COVID-19 และลดข้อจำกัดของการคิดแบบแยกส่วน โดยทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของระบบในมุมมองต่างๆ
ที่หลากหลาย
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ผศ.ดร.จรวยพร กล่าว

ผศ.ดร.นพ.บวรศม ลีระพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า จากการศึกษาโดยแบบจำลองที่ใช้ในการวิจัยทำให้เห็นว่า นโยบายที่เกิดขึ้นไม่สามารถมาจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวทั้งมาตรการระยะสั้นของรัฐบาลในการปิดเมืองปิดประเทศ การปรับพฤติกรรมส่วนบุคคล การลดความความหนาแน่นของชุมชน ต้องการการมีส่วนร่วมจากหน่วยต่างๆ ในอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะการจัดการเชิงโครงสร้างซึ่งทำได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนให้คนมาปรับพฤติกรรม
เช่น การขึ้นรถเมล์หรือรถไฟฟ้าที่มีผู้คนหนาแน่นเบียดเสียดเป็นปกติ การให้ยืนห่างกัน
1-2 เมตรจึงเป็นเรื่องยาก จึงต้องอาศัยการจัดการเดินรถให้ถี่ขึ้นโดยภาคเอกชน ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะกับบริบทสังคมชนบทที่ผู้สูงอายุอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ ที่มีโจทย์ต้องมาช่วยกันคิดว่าการเว้นระยะห่างกับผู้สูงวัยของสังคมไทยจะมีหน้าตาแบบไหน ซึ่งนักสังคมวิทยา นักพฤฒาวิทยา แพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ หรือสถาปนิก สามารถเข้ามาช่วยออกแบบช่องว่างของมาตรการนี้ได้ หรือแม้แต่กรณีที่รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาอยู่  คือ การแยกผู้เสี่ยงติดเชื้อและต้องกักโรค  หรือการให้อยู่บ้านจะอยู่บ้านได้นานแค่ไหน  ยิ่งคนในระดับล่างที่มีบ้านคับแคบก็ยังเสี่ยงแพร่เชื้อให้กับคนในบ้าน
ซึ่งลักษณะนี้จะทำอย่างไร

ผศ.ดร.นพ.บวรศม อธิบายว่า การวิจัยเพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างของระบบที่ซับซ้อนซึ่งเป็นที่มาพฤติกรรมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับบุคคลและองค์กรสู่การพัฒนาข้อเสนอรอบด้านที่ผ่านการทดสอบนโยบายในแบบจำลองสถานการณ์ เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถเลือกดำเนินนโยบายที่มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ในการควบคุมโรคมากที่สุดและมีผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุดจากการตัดสินใจเชิงนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการและมีการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดจากผลการตัดสินใจเหล่านั้นแบบจำลองระบบบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาโควิด-19 ซึ่งเป็นแบบจำลองทางระบาดที่เรียกว่า SEIR Model จะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายและนวัตกรกลุ่มต่างๆ เห็นภาพรวมของปัญหา
และสามารถใช้ทดสอบผลลัพธ์ของแต่ละนโยบายที่มองผลลัพธ์และผลกระทบอย่างครบถ้วนสามารถพิจารณาหาแนวทางการจัดการหรือทางออกเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวที่ได้ผลดีที่สุด
“ตัวอย่างเช่นหากโควิดยังอยู่นานถึง2ปี ซึ่งถ้าปิดเมืองไปเรื่อยๆ ประชาชนคงทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหวแต่ถ้าเราต้องเปิดประเทศบางส่วน หรือให้คนบางกลุ่มออกไปทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แบบจำลองสถานการณ์จะช่วยแสดงให้เห็นว่าเปิดกลุ่มใดจะมีโอกาสการเกิดระบาดใหม่น้อยที่สุดรวมทั้งเปิดภาคส่วนไหนจะลดผลกระทบด้านลบในทางเศรษฐกิจและสังคมได้มากที่สุด ฯลฯ ทั้งหมดนี้ คือ การคาดการณ์เพื่อการออกแบบนโยบาย ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าแบบจำลองนี้ไม่เพียงแค่ทำงานเชิงระบาดเท่านั้น
แต่ได้เชื่อมกับเศรษฐศาสตร์ สังคม รวมทั้งช่วยการสื่อสารเรื่องกระบวนการแก้ไขปัญหาให้สาธารณะได้ช่วยกันคิดช่วยกันทำงานได้ด้วย”
ผศ.ดร.นพ.บวรศม กล่าว


แชร์ข่าวนี้