4 วิธีคุมกำเนิด แบบผิด ๆ ไม่อยากท้องต้องเลิกทำ

แชร์ข่าวนี้

                         ปัญหา “ท้องไม่พร้อม” ในหมู่วัยรุ่น สาเหตุส่วนใหญ่ มาจากการขาดความรู้ และความเข้าใจในเรื่อง วิธีคุมกำเนิด ทำให้ไม่สามารถ ป้องกันการคุมกำเนิด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากใครยังไม่พร้อม จะเป็นคุณพ่อคุณแม่วัยใส ขอเตือนว่า ให้เลิกใช้วิธีคุมกำเนิดเหล่านี้ซะ

หลั่งนอก กลั้นอสุจิ

การหลั่งนอก และการกลั้นอสุจิ ไม่ให้ไหลเข้าไป ในช่องคลอดนั้นเป็น วิธีคุมกำเนิด ที่นิยมทำกัน มากในหมู่วัยรุ่น เพราะสะดวก ไม่เสียค่าใช้จ่าย และทำได้ทุกเมื่อ แต่การกลั้น ไม่ให้อสุจิหลั่งเข้าไปในช่องคลอด ไม่มีอะไรสามารถรับประกัน ได้เลยว่าจะกลั้นได้ทั้งหมด เพราะอสุจิบางตัว อาจจะติดมากับสารหล่อลื่น ที่ออกมาในขณะที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ฉะนั้นแล้วการหลั่งนอก หรือการกลั้นอสุจิจึงเป็นวิธีการคุมกำเนิด ที่มีประสิทธิภาพต่ำมาก

สวนล้างช่องคลอด

การสวนล้างช่องคลอด คือการใช้น้ำสวนเข้าไป ในช่องคลอดเพื่อชำระ คราบอสุจิออกมา ซึ่งวิธีคุมกำเนิดนี้ เป็นวิธีที่ไม่แนะนำที่สุด เพราะจะทำให้ ภายในช่องคลอด ได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังทำให้ สภาพแวดล้อม ในช่องคลอดเปลี่ยนไป เพิ่มโอกาสการติดเชื้อต่าง ๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเชื่อที่ว่า หากใช้น้ำที่มีด่างผสมเขาไปล้างช่องคลอดจะช่วยให้ไม่ท้องซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมาก เพราะน้ำที่เป็นด่าง จะทำให้ สมดุลในช่องคลอดเสีย แถมยังอันตราย และไม่ได้ลดความเสี่ยง ในการตั้งครรภ์ลงเลย

ปัสสาวะทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์

การปัสสาวะทันที หลังการมีเพศสัมพันธ์นั้น แท้จริงแล้ว จะช่วยลดความเสี่ยง ในการติดเชื้อของท่อปัสสาวะ เพราะหลังการมีเพศสัมพันธ์ จะมีโอกาสติดเชื้อ ในทางเดินปัสสาวะสูง การที่ปัสสาวะออกมาทันที จะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อ ในทางเดินปัสสาวะได้ แต่ไม่ได้ช่วย ลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ อย่างที่หลายคนเข้าใจ

หน้า 7 หลัง 7

หน้า 7 หลัง 7 หรือในทางการแพทย์ เรียกว่า Fertility Awareness Method คือการมี เพศสัมพันธ์ ก่อนวันที่จะมีประจำเดือน 7 วัน และหลังวันแรก ที่มีประจำเดือนอีก 7 วัน แม้จะเป็นวิธีการคุมกำเนิด ที่ดีกว่าวิธีอื่น ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็มีความเสี่ยง ในการตั้งครรภ์สูงเหมือนกัน เพราะวิธีนี้ เหมาะสำหรับคนที่ สุขภาพร่างกายแข็งแรง และประจำเดือน มาอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น ไม่เหมาะกับคนที่ประจำเดือนมาคลาดเคลื่อน และต้องให้แน่ใจว่า เลือดที่ออกมา คือประจำเดือนจริง ๆ ไม่ใช่เลือดที่เกิดจากแผล หรือเลือดที่ออกอย่างผิดปกติ

 

ขอขอบคุณข้อมูลโดย อ. พญ.อรวี ฉินทกานันท์

สาขาวิชาอนามัยการเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

คลิกชมรายการได้ที่ : https://youtu.be/djzuT_ktYAY

 


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *