New Normal ไลฟ์สไตล์ใหม่ บนโลกใบเดิม

แชร์ข่าวนี้

                         ในขณะที่โรค COVID-19 ได้เริ่มแพร่ระบาดไปทั่วโลก ผู้คนจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบจากโรคระบาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเจ็บป่วย การงาน หรือรายได้ ซึ่งมีท่าทีอาจจะส่งผลกระทบอีกยาวนานไปจนสิ้นปี ซึ่งทุกคนต่างก็ต้องการให้ประเทศของตนเองฟื้นตัวได้เร็วที่สุดการระบาดนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างผลกระทบเชิงการแพทย์และสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จนหลายประเทศเริ่มตระหนักและหาทางปรับตัว ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้ ไม่ใช่ การแทนที่ (Disruption) แต่เป็นแนวโน้มของการเกิด ความปกติใหม่ (New normal) ซึ่งจะส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติไปทั่วโลก

ชีวิตที่ถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างสันโดษ ส่งผลให้ความสัมพันธ์เชิงสังคม ถูกบีบให้อยู่บนโลกออนไลน์จนแทบจะเต็มรูปแบบ ส่งผลให้เกิด กลุ่มคนที่ปรับตัวไปสู่ความปกติใหม่ (New Normal) ในแง่ของการเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์บนทุกมิติของการใช้ชีวิต จึงทำให้มีการคาดการณ์ ความคิดและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของ New Normal หลังหมดการระบาดของโรค Covid-19 เป็น 3 ด้าน ได้แก่

New Normal ด้านอาหาร สุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวัน

  • ลดการไปรับประทานอาหารนอกบ้าน โดยอาจซื้อกลับมารับประทานที่บ้าน หรือใช้บริการ Food Delivery มากขึ้น ซึ่งพนักงานส่งอาหารควรปฏิบัติตามกฎ 8 ข้ออย่างเคร่งครัดคือ รักษาความสะอาดตนเอง สวมหน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอล์และล้างมือ  ทำความสะอาดอุปกรณ์จัดเก็บอาหาร  แยกเก็บอาหาร ไม่เปิดอาหารก่อนถึงมือลูกค้า ควรส่งอาหารทันที ผู้ส่งและผู้รับควรมีระยะห่างระหว่างกัน
  • กิน-ปรุงอาหารเองที่บ้านในช่วง “โควิด-19” โดยใช้เขียง และมีดแยกต่างหากสำหรับเนื้อดิบ และอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ล้างมือทุกครั้งระหว่างการเตรียมเนื้อดิบ และอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ไม่ควรรับประทานสัตว์ป่วยหรือสัตว์ที่ตายจากโรค และเมื่อปรุงอาหารสุกแล้วควรรับประทานทันที(กินร้อน) โดยล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร พร้อมใช้ช้อนตัวเอง โดยแนะนำให้แยกสำรับอาหารและกับข้าวของใครของมันแทนการรับประทานกับข้าวจากจาน-ชามเดียวกัน แม้จะมีช้อนกลางยังอาจเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสจากช้อนกลางได้  และรักษาระยะห่างระหว่างกันขณะรับประทานอาหาร โดยนั่งห่างกัน 1.5-2 เมตร หรือแยกไปกินคนละที่
  • กังวลเกี่ยวกับสุขภาพมากกว่าเดิม โดยมีการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประกันสุขภาพ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายมากขึ้น หรือมองหาอาหารเสริมเพื่อบำรุงร่างกาย มากขึ้น
  • การตรวจสุขภาพที่บ้าน แทนการมาโรงพยาบาล และหากเกิดการเจ็บป่วย มักมองหาบริการ Telemedicine เพื่อคุยกับแพทย์และจัดส่งยาที่บ้าน
  • การปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการเจ็บป่วยโดยใช้อุปกรณ์การตรวจด้วยตัวเอง เครื่องมือที่ใช้ฟังเสียงหัวใจและปอด อีกทั้งยังสามารถส่องดูภายในหู ลำคอ จมูก ผิวหนังและวัดอุณหภูมิร่างกายได้ในเครื่องเดียว
  • ไม่นิยมไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ และหันมาดูหนังผ่าน Mobile Application แทน
  • ประชุมผ่าน VDO call แทนการเดินทางไปประชุมที่ทำงาน
  • มีพฤติกรรมนอนดึก กินอาหารดึกและทำงานไม่เป็นเวลา เนื่องจากบางบริษัทอนุญาตให้ Work from home ได้
  • ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง จนกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน และหน้ากากอนามัยจะมีการพัฒนาต่อยอดมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมสีสันหรือลวดลายและขนาดที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลมากขึ้น

New Normal ด้านสังคมและการท่องเที่ยว

  • เริ่มมีการวางแผนทางการเงินที่รัดกุมขึ้น จึงมีความรอบคอบและระมัดระวังในการใช้จ่าย
  • ลดการเข้าสังคม รักษาระยะห่างทางสังคมและป้องกันตนเองโดยการใส่หน้ากาก ไม่เอามือจับหน้า และใช้แอลกอฮอล์เจลทุกครั้งที่สัมผัสวัตถุต่างๆ นอกบ้าน
  • เลี่ยงการไปร้านค้าโดยไม่จำเป็น และหันไปซื้อของ Online แทน
  • สนามกีฬาต่างๆ มีการควบคุมผู้เข้าเล่นอย่างรัดกุม และมีมาตรการป้องกันและรักษาความสะอาดมากกว่าปกติ
  • หลังการระบาดใหญ่ ประเทศที่ต้องใช้การบินเที่ยวบินยาว ๆ อาจไม่น่าสนใจเหมือนเดิม พฤติกรรมคนอาจเปลี่ยน โดยอาจทำให้คนตระหนักว่าไม่ต้องเดินทางไปเที่ยวไกลเหมือนแต่ก่อนก็ได้ สามารถเที่ยวในประเทศหรือประเทศข้างเคียงแทน
  • สนามบินแต่ละแห่งเริ่มมีการใช้หุ่นยนต์และระบบการออกตั๋วออนไลน์ โดยใช้พนักงานให้น้อยที่สุด
  • พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา หรือชุดป้องกันเชื้อไวรัส แทนชุดสวยๆ ที่เราคุ้นเคยกัน
  • รีสอร์ทหรือบ้านพักตากอากาศแต่ละแห่ง เริ่มติดตั้งประตูที่ล็อคและเปิดได้ด้วยเสียง พร้อมบริการสั่งอาหารมาทานโดยให้บริการแบบไร้สัมผัส (contactless) ไปจนถึงเว้นระยะในการเข้าพักต่อจากคนก่อนหน้า โดยจะพักห้องเพื่อฆ่าเชื้อทำความสะอาด 1 วัน

New Normal ด้านความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและเพื่อนฝูง

  • ลดการสังสรรค์ในหมู่เพื่อน หรือสังสรรค์ที่บ้านแทนการสังสรรค์นอกบ้าน
  • ลดการหอม กอด และจูบกับคนในครอบครัว หลังจากกลับมาจากที่ทำงานหรือนอกบ้าน
  • การหอม กอด จูบ ถือว่าเป็นพฤติกรรมปกติของคู่รัก แต่น้ำลายถือว่าเป็นสารคัดหลั่งที่มีเชื้อปะปนอยู่ได้ หากมั่นใจว่าคู่รักของเราปลอดภัยทั้งคู่ การกอดจูบหรือมีเพศสัมพันธ์ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติของชีวิตคู่ ทางที่ดีควรอาบน้ำก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์เพื่อสุขอนามัยที่ดี เว้นแต่หากรู้สึกว่าป่วยหรือมีไข้ ควรงดกิจกรรมเหล่านี้ไปก่อนจนกว่าอาการจะดีขึ้น
  • ลดพฤติกรรมการนัดเจอหรือเดทกับคนแปลกหน้า เนื่องจากน้ำลาย น้ำตา น้ำมูก เป็นแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสได้ ซึ่งเป็นไปได้น้อยมากที่ขณะมีเพศสัมพันธ์จะไม่ได้สัมผัสกับสารคัดหลั่งเหล่านี้

                         แม้เราจะพบว่าการระบาดของโรคในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบมากมาย แต่ถ้ามองในข้อดีแล้ว เรายังพบว่า หลายพฤติกรรมของ New Normal ก็ถูกปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น  สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่น ทะเล ป่า ดอย ฯลฯ ถูกปิดชั่วคราว ปราศจากการรบกวนจากมนุษย์ ระบบนิเวศน์จึงมีโอกาสฟื้นฟูตัวเองได้มากกว่าปกติ หรือฝุ่น PM 2.5 ที่ลดลง 10-30% ทั่วโลก การช่วยเหลือเกื้อกูลกันของเพื่อนมนุษย์ในยามที่ยากลำบาก

                         ในทุกวิกฤตนั้นมีโอกาสและสิ่งดีๆ ซ่อนอยู่เสมอ ขอให้รับมืออย่างมีสติ เมื่อโรคระบาดหมดไป เราจะได้มีโอกาสในการกลับมาตั้งหลักเพื่อก้าวกระโดดไปให้ไกลกว่าเดิม หรือมองหาโอกาสที่เป็นทางรอดในยามวิกฤตของเราให้เจอ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน

ขอขอบคุณข้อมูลโดย  พญ. จิตแข เทพชาตรี โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *