ครม.มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยลงนามตอบรับคำเชิญผูกพันต่อกรรมสาร OECD ทำให้ประหยัดงบ ลดกีดกันทางการค้า

แชร์ข่าวนี้


                         คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยลงนามตอบรับคำเชิญผูกพันต่อกรรมสารของ OECD โดยมีข้อตกลงการยอมรับข้อมูลร่วมกัน เรื่องการประเมินความปลอดภัยของสารเคมี ทำให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผ่านการทดสอบความปลอดภัย จากห้องปฏิบัติการที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจประเมินเป็นไปตามหลักปฏิบัติที่ดีของ OECD สามารถใช้ขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ในประเทศสมาชิก โดยไม่ต้องทำการทดสอบซ้ำ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดระยะเวลา และลดการกีดกันทางการค้า รองรับการพัฒนายา วัคซีนของไทย โดยเฉพาะการทดสอบความปลอดภัยยาและวัคซีนโควิด-19


                         นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบการตอบรับคำเชิญผูกพันต่อกรรมสารขององค์การเพื่อความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD : Organisation for Economic Co-operation and Development) เกี่ยวกับการยอมรับร่วมกันของข้อมูล เรื่องการประเมินความปลอดภัยของสารเคมี ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอ ซึ่งส่งผลให้ไทยร่วมเป็นภาคีในรูปแบบฉบับสมบูรณ์ในด้านการยอมรับร่วมกันของข้อมูล ความปลอดภัยของสารเคมีในขอบข่ายผลิตภัณฑ์ยา สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เครื่องสำอาง ยาสำหรับสัตว์ สารปรุงแต่งอาหาร สำหรับคน สารปรุงแต่งอาหารสำหรับสัตว์ และสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมและความเชี่ยวชาญทุกด้านตามที่ OECD กำหนด เช่น การทดสอบทางเคมีและกายภาพ การทดสอบความเป็นพิษ การทดสอบการกลายพันธุ์ เป็นต้น

                         นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อว่า การตอบรับคำเชิญฯ ในครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยมีสิทธิและพันธกิจเช่นเดียวกับ ประเทศภาคีสมาชิกอื่นๆ อีก 37 ประเทศ โดยเฉพาะได้รับการร่วมยอมรับข้อมูลจากห้องปฏิบัติการทดสอบความปลอดภัย ของประเทศไทยทันที และมีสิทธิร่วมกำหนดเงื่อนไขหลักการที่ต้องปฏิบัติร่วมกัน ผู้ประกอบการที่ต้องการนำผลิตภัณฑ์สุขภาพ ไปขึ้นทะเบียนเพื่อขายที่ต่างประเทศ สามารถนำข้อมูลที่ได้จากการทดสอบจากห้องปฏิบัติการทดสอบความปลอดภัย ที่ผ่านการตรวจจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ไปขึ้นทะเบียนกับประเทศสมาชิกได้ โดยไม่ต้องถูกตรวจสอบซ้ำ จากเดิมที่ต้อง ส่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการทดสอบความปลอดภัยของประเทศนั้นๆ ทำให้ลดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา ลดการกีดกันทางการค้า ส่งเสริมการคุ้มครองสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ เป็นการรองรับการพัฒนายา วัคซีน และการทดสอบความปลอดภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยเฉพาะการทดสอบความปลอดภัยยาและวัคซีนโควิด-19 เป็นการยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ในประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพิ่มความเชื่อมั่น ระบบการทดสอบทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยในการรับรองผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและรองรับโรคระบาดในประเทศไทย

                         กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะได้รับการตรวจประเมินจากผู้ตรวจประเมินของภาคีเครือข่าย OECD อีกครั้งในระยะต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าการทำหน้าที่เป็นหน่วยตรวจสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นั้น สามารถดำเนินงานและธำรงรักษา ระบบคุณภาพไว้ได้อย่างเป็นมาตรฐานเท่าเทียมกับประเทศสมาชิก OECD และชำระค่าบำรุง เพื่อสนับสนุนการดำเนินการ ที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับร่วมของข้อมูลเรื่องการประเมินความปลอดภัยของสารเคมี

                         “ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาศักยภาพการดำเนินการด้านต่างๆ เพื่อให้ได้รับการร่วมยอมรับข้อมูล การทดสอบความปลอดภัยตามหลักปฏิบัติที่ดีทางห้องปฏิบัติการหรือที่เรียกว่า OECD-GLP (Good Laboratory Practice / GLP ตามหลักการ OECD) มาเป็นระยะเวลาพอสมควร เมื่อ ครม.มีมติเห็นชอบให้ลงนามตอบรับคำเชิญการเข้าร่วมยอมรับ ข้อมูลการทดสอบความปลอดภัยจาก OECD จะดำเนินการตามร่างสัญญา ซึ่งมีสาระสำคัญคือ หน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย จะต้องดำเนินการตามบทบัญญัติที่ OECD กำหนดไว้ 2 ฉบับ คือ 1.มติของสภาบริหารเกี่ยวกับการยอมรับร่วมกัน ของข้อมูลการประเมินความปลอดภัยของสารเคมี (Decision of the Council concerning the Mutual Acceptance of Data in the Assessment of Chemicals) 2.มติข้อเสนอแนะของสภาบริหารในการดำเนินการให้สอดคล้องตามหลักปฏิบัติที่ดี ทางห้องปฏิบัติการ (Decision and Recommendation of the Council on Compliance with Principle of Good Laboratory Practice)” นายแพทย์โอภาส กล่าว


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *