กัญชา 6ต้น อยู่ที่บ้านประชาชน

แชร์ข่าวนี้

 

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ news-98198145ae-1024x576.jpg
 
กัญชา 6ต้น อยู่ที่บ้านประชาชน
กระทรวงสาธารณสุข ยุคนี้ และรัฐบาลนี้ ได้เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนทัศนะ เปลี่ยนวิธีคิดที่มีต่อกัญชา
นโยบายรัฐบาล เขียนไว้ว่า…
เราต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากกัญชา
เราต้องรื้อฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น
เราต้องพัฒนา ต้องวิจัย ต้องถ่ายทอดภูมิปัญญา และเทคโนโลยีการปลูก การผลิต การใช้ประโยชน์จากกัญชา อย่างเป็นระบบ
เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และสุขภาพ และสนับสนุนให้ประชาชนนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ​เป็นสินค้า เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้
แม้วันนี้ กฎหมายยังกำหนดให้กัญชา เป็นยาเสพติด และมีเงื่อนไขต่างๆ มากมายในการใช้ประโยชน์จากกัญชา ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอแก้กฎหมาย ให้ประชาชน ให้ผู้ป่วย ให้หมอพื้นบ้าน ให้แพทย์แผนไทย ปลูกกัญชา และ ใช้ประโยชน์จากกัญชาได้ง่ายขึ้น มากขึ้น
เพื่อรักษาภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทย และนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด ซึ่งคณะรัฐมนตรี เห็นชอบแล้ว อยู่ในขั้นตอนส่งไปให้รัฐสภา พิจารณาแก้ไขต่อไป
แต่ในช่วงที่กฎหมาย ยังแก้ไขไม่เสร็จ
ผม ก็ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เท่าที่ผมมีอยู่ และทำได้ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทำทุกวิถีทาง ให้ประชาชน ได้ปลูก และใช้ประโยชน์จากกัญชาได้มากที่สุด
วันนี้ เป็นจุดเริ่มต้น ของการที่ประชาชน จะสามารถปลูกกัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ทางสุขภาพ และ สร้างรายได้ ได้แล้ว
กัญชา 6 ต้น อยู่ที่บ้านของประชาชนชาวอำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
เราทำกันในรูปของสมาชิกวิสาหกิจชุมชน ร่วมกับหน่วยงานของรัฐ คือ รพ.สต. หรือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล มีกฎกติกา ข้อตกลง ร่วมกัน สมาชิกปลูกกัญชาที่บ้าน
เมื่อได้ผลผลิต ตัดดอก ช่อดอก มาส่งให้รพ.สต. ให้ปรุงยา ทำยา ส่วนอื่นๆ เช่น ใบ ราก กิ่งก้าน ลำต้น ซึ่งผมได้ออกประกาศปลดออกจากการเป็นยาเสพติด แล้ว สมาชิกวิสาหกิจชุมชน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น หรือ ปรุงอาหาร และ จำหน่าย ได้ สร้างรายได้เสริม เพิ่มรายได้พิเศษให้แก่ตนเอง
โครงการปลูกกัญชา 6 ต้น ที่บ้านนี้ เป็นการผลิตวัตถุดิบทางการแพทย์ให้แก่รพ.สต. และ เป็นการสร้างรายได้ ให้แก่สมาชิกวิสาหกิจชุมชน ไปพร้อมๆ กัน ตามนโยบายรัฐบาล
วันนี้ทำได้เท่านี้
วันหน้าต้องผลักดันให้ทำได้มากกว่านี้   ขอบคุณข้อมูลจาก  เฟสบุค คุณ

อนุทิน ชาญวีรกูล

@AnutinC บุคคลสาธารณะ

แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *