กรมควบคุมโรค ห่วงเด็กไทยจมน้ำเสียชีวิตโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด แนะผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด

แชร์ข่าวนี้


กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ห่วงเด็กไทยจมน้ำเสียชีวิตโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด แนะผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เข้าใกล้แหล่งน้ำตามลำพัง เพราะอาจเสี่ยงจมน้ำได้ เด็กเล็ก เน้นใช้มาตรการ “อย่าใกล้ อย่าเก็บ อย่าก้ม” ส่วนการช่วยเหลือคนตกน้ำ ขอให้ใช้มาตรการ “ตะโกน โยน ยื่น”


วันนี้ (26 มีนาคม 2564) นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ประชาชนส่วนใหญ่จะดูแลบุตรหลานอยู่ที่บ้าน เพื่อลดกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันของคนเป็นจำนวนมาก และเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 นั้น อาจมีเด็กๆ บางส่วนชวนกันไปเล่นน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติหรืออ่างเก็บน้ำ ทำให้เสี่ยงติดเชื้อโควิด 19 จากการรวมตัวกันของเด็กๆ แล้ว ยังเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิตด้วย ซึ่งคนที่จมน้ำเพียง 4-6 นาที สมองจะถูกทำลายถาวรหรือเสียชีวิตได้
จากข้อมูลระบบรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำ (Drowning Report) ของกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค ในเบื้องต้นของปี 2564 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-16 มีนาคม 2564
พบเหตุการณ์การตกน้ำ จมน้ำ ของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 41 เหตุการณ์ เสียชีวิต 33 ราย และไม่เสียชีวิต 16 ราย โดยกลุ่มอายุ 5-9 ปี เสียชีวิตมากที่สุด (จำนวน 15 ราย) รองลงมา คือ กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี (จำนวน 11 ราย) สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการชวนกันไปเล่นน้ำ คิดเป็นร้อยละ 51.1 แหล่งน้ำที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร เช่น สระน้ำ บ่อน้ำ หนองน้ำ คลอง อ่างเก็บน้ำ และฝายน้ำ คิดเป็นร้อยละ 71.1 ทั้งนี้ จากข้อมูลในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมาพบว่าวันเสาร์และวันอาทิตย์ เกิดเหตุมากที่สุด (ร้อยละ 38.2)
การป้องกันการจมน้ำ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ควรใช้มาตรการ “อย่าใกล้ อย่าเก็บ อย่าก้ม” ดังนี้ 1.อย่าเข้าใกล้แหล่งน้ำ เพราะอาจลื่นพลัดตกลงไปในน้ำ 2.อย่าเก็บสิ่งของที่ตกลงไปในน้ำด้วยตนเอง ต้องให้ผู้ใหญ่ช่วยเก็บ 3.อย่าก้มหรือชะโงกลงไปในแหล่งน้ำ เพราะอาจหัวทิ่มลงไปในน้ำได้ ส่วนกลุ่มเด็กโต เน้นห้ามการไปเล่นน้ำกันเองตามลำพัง และหากประชาชนพบเห็นคนตกน้ำ ไม่ควรกระโดดลงไปช่วยเพราะอาจจมน้ำพร้อมกันได้ ควรใช้มาตรการ“ตะโกน โยน ยื่น” ดังนี้ 1.ตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือ
2.โยนอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวช่วยคนตกน้ำเกาะจับพยุงตัว เช่น ถังแกลลอนพลาสติกเปล่าปิดฝา หรือวัสดุที่ลอยน้ำได้ และ 3.ยื่นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัว เช่น ไม้ เชือก เสื้อ ผ้าขาวม้า ให้คนตกน้ำจับและดึงขึ้นมาจากน้ำ นอกจากนี้ ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเคร่งครัดมาตรการป้องกันการเสียชีวิตจากการจมน้ำ โดยให้ความรู้เด็กและผู้ปกครองในการป้องกันการจมน้ำ และชุมชนควรร่วมดำเนินการสำรวจแหล่งน้ำเสี่ยง จัดการแหล่งน้ำให้ปลอดภัย เช่น การสร้างรั้วกั้น ติดตั้งป้ายเตือน และเตรียมอุปกรณ์ช่วยคนตกน้ำไว้บริเวณแหล่งน้ำเสี่ยง เป็นต้น
นายแพทย์โอภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น 1.โทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ 1669 หรือหน่วยพยาบาลใกล้เคียงโดยเร็วที่สุด 2.ห้ามจับผู้ประสบภัยอุ้มพาดบ่า กระโดดหรือวิ่งรอบสนาม เพื่อเอาน้ำออก 3.จับผู้ที่จมน้ำนอนบนพื้นราบแห้ง และแข็ง 4.ตรวจดูว่ารู้สึกตัวหรือไม่ โดยใช้มือทั้ง 2 ข้างจับไหล่เขย่าพร้อมเรียกดังๆ 5.กรณีรู้สึกตัว เช็ดตัวให้แห้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าและห่มผ้า เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายและนำส่งโรงพยาบาลทุกราย 6.กรณีไม่รู้สึกตัว ไม่ตอบสนอง ให้ช่วยหายใจ โดยเปิดทางเดินหายใจ กดหน้าผาก เชยคาง เป่าปาก โดยวางปากครอบปากผู้ป่วย บีบจมูก เป่าลมเข้า ให้หน้าอกผู้ป่วยยกขึ้น (เป่าปาก 2 ครั้ง) และกดนวดหัวใจ โดยการวางสันมือขนานกับแนวกึ่งกลางหน้าอก (กึ่งกลางหัวนมทั้ง 2 ข้าง) ประสานมือและแขนตั้งฉาก 7.กดให้ยุบประมาณ 1 ใน 3 ของหน้าอกด้วยความเร็วอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที นวดหัวใจ 30 ครั้ง สลับกับเป่าปาก 2 ครั้ง ทำจนกว่าผู้ประสบภัยจะรู้สึกตัวและหายใจได้เอง และ 8.จับผู้ป่วยนอนตะแคงข้าง ศีรษะหงายไปข้างหน้า เพื่อให้น้ำไหลออกทางปาก ใช้ผ้าห่มคลุมผู้ป่วยเพื่อให้เกิดความอบอุ่น งดน้ำและอาหาร และนำส่งโรงพยาบาลทุกราย สอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น