อินเดียวิกฤต ศพนับร้อยลอยอืดแม่น้ำคงคา ชาวบ้านใช้ขี้วัวพอกตัว เชื่อรักษาโควิด 19

แชร์ข่าวนี้

อินเดียพบศพนับร้อยลอยอืดแม่น้ำคงคา ทางตอนเหนือของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโควิด 19 ด้านชาวบ้านใช้ขี้วัวพอกตัว เชื่อรักษาได้ แพทย์เตือน เสี่ยงแพร่กระจายโรค
 
 
โควิด 19 อินเดีย
ภาพจาก Prakash SINGH / AFP

 

            วันที่ 11 พฤษภาคม 2564 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า พบศพผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกกว่า 50 ศพ ลอยอืดขึ้นมาเกยตื้นริมตลิ่ง ในแม่น้ำคงคา พื้นที่กาห์มาร์ เขตคาซีปุระ ซึ่งอยู่ระหว่างรัฐพิหารและรัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย โดยแม้ว่าสาเหตุของการเสียชีวิตยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่มีความวิตกกังวลเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิด 19 ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในอินเดียขณะนี้
 
โควิด 19 อินเดีย
ภาพจาก Sanjay KANOJIA / AFP

            ในขณะที่สื่อท้องถิ่นอย่าง NDTV ของอินเดีย รายงานว่าศพที่ทางเจ้าหน้าที่พบและนำร่างขึ้นมาจากแม่น้ำมีจำนวนมากกว่า 100 ศพ ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว โดยศพที่พบถูกนำไปจัดการด้วยการฝังและเผา

            รายงานข่าวมีการคาดการณ์ว่า ในหมู่บ้านชุมชนไม่มีมาตรการรับมือเกี่ยวกับการจัดการศพในช่วงวิกฤตไวรัส จึงเกิดกลัวว่าจะมีการแพร่กระจายของเชื้อหรือติดเชื้อเพิ่มเติมในครอบครัว บางคนจึงนำศพผู้เสียชีวิตไปทิ้งแม่น้ำ ท่ามกลางความหวาดกลัวของชาวบ้านว่าการปนเปื้อนในแม่น้ำจะนำไปสู่การแพร่กระจายของโรคอย่างรวดเร็ว

โควิด 19 อินเดีย
ภาพจาก SAM PANTHAKY / AFP

            ในขณะที่รายงานของรอยเตอร์ส ระบุว่า ในรัฐคุชราต ทางตะวันตกของอินเดีย ชาวบ้านพากันใช้มูลและฉี่วัวมาพอกทั่วร่างกาย เพราะเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันหรือช่วยให้พวกเขาหายจาก COVID-19 ได้ อย่างไรก็ตาม แพทย์ในอินเดียได้ออกมาเตือน ชี้ว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประสิทธิผลของการใช้วิธีดังกล่าว อีกทั่งยังเสี่ยงต่อการแพร่กระจายโรคอื่น ๆ

            ขณะนี้สถานการณ์โควิด 19 ในอินเดียยังคงวิกฤต การระบาดอย่างรุนแรงในระลอกสองนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เมรุเผาศพส่วนใหญ่ของประเทศไร้ที่ว่าง ยอดผู้ติดเชื้อรายวันสูงทำลายสติโลก ปัจจุบันมีผู้ป่วยสะสมมากกว่า 22 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิต แล้ว 249,992 ราย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ 5 ถึง 10 เท่า
 
ที่มา – ขอบคุณข้อมูลจาก BBCNDTVReuters

แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *