กรมสุขภาพจิต หนุน!! “การสร้างวัคซีนใจในองค์กร” ดูแลใจพนักงาน สู้วิกฤตโควิด19

แชร์ข่าวนี้

 

วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ระลอกใหม่ นอกจากจะส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อเศรษฐกิจไทย ชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ร้านอาหารและการขนส่งผู้โดยสารฯลฯ แล้วยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและต่อสุขภาพจิตของประชาชนทั่วทั้งโลกและทั่วประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านสุขภาพจิตของประชาชนที่อยู่ในวัยทำงาน อาจทำให้ เกิดการอ่อนล้า ท้อแท้ หมดไฟและทำร้ายตนเองในที่สุด

  

นายแพทย์ จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่าสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด19 ที่มีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆและยังมีความเสี่ยงที่การระบาดอาจยืดเยื้อออกไปในระยะยาว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้เศรษฐกิจฝืดเคืองมีความยากลำบากในการประกอบอาชีพ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการตกงาน ขาดรายได้ มีปัญหาด้านหนี้สิน เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต เป็นเหตุให้เกิดการอ่อนล้า ท้อแท้ หมดไฟและทำร้ายตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยทำงาน กรมสุขภาพจิตมีความเป็นห่วงจึงมีแผนที่จะแก้ปัญหาโดยสนับสนุนให้มีการเสริมสร้างวัคซีนใจในสถานประกอบการ/องค์กร ซึ่งเป็นมาตรการหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานมีภูมิคุ้มกันทางใจที่เข้มแข็ง ร่วมแรงร่วมใจกันในการแก้ไขปัญหาหรือวิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้นจนสามารถผ่านพ้นไปได้ และยังทำให้สถานประกอบการ/องค์กร สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ตามปกติ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกันกับมาตรการในชุมชน ประกอบไปด้วยหลักการ “4 สร้าง” ได้แก่ 1.สร้างความรู้สึกปลอดภัย (Safety) 2.สร้างความรู้สึกสงบ (Calm) 3. สร้างความหวัง (Hope) 4.สร้างความเข้าใจ และให้โอกาส (Care) โดยใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในสถานประกอบการ/องค์กรร่วมกับการใช้สายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันของสมาชิกในสถานประกอบการ/องค์กรมาเป็นฐานสำคัญในการเสริมสร้างให้คนในสถานประกอบการ/องค์กรมีภูมิคุ้มกันทางใจที่เข้มแข็ง นำไปสู่การลดปัญหาสุขภาพจิตและการแพร่กระจายของโรคโควิด19 ได้

ขณะที่นายจักรกฤษณ์ พรหมสิทธิ์ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัทออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัดให้ข้อมูลว่าออโต้อัลลายแอนซ์(ประเทศไทย)เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพนักงานมากกว่า 6,000 คน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด19ที่เกิดขึ้นขณะนี้มีผลกระทบต่อการทำงาน ทั้งสหภาพแรงงาน ระดับบังคับบัญชาและระดับปฏิบัติการ ทางบริษัฯจึงต้องเร่งปรับตัว เพื่อรองรับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี โดยเฉพาะรูปแบบการจ้างงานที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตัวลูกจ้าง จากการมีเครื่องจักรเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตมากขึ้น

ทางบริษัทฯได้นำแนวคิดเรื่อง “วัคซีนใจในสถานประกอบการ”มาใช้ในองค์กร ภายใต้หลักคิด “สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย ยุคโควิด-19” กำหนดเป้าหมายระยะ 3 ปี ไว้ว่า “ในปี 2566 พนักงานบริษัทออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ต้องมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) สามารถจัดการดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว เพื่อการมีสุขภาพที่ดีและความปลอดภัยในการทำงาน พร้อมการเตรียมตัวก่อนการเกษียณ โดยมีนโยบายบริษัทและหน่วยงานภาครัฐสนับสนุน”

การสร้าง“วัคซีนใจในสถานประกอบการ”ทางบริษัทฯได้ดำเนินการดังนี้ 1.สร้างองค์กรที่รู้สึกปลอดภัย (Safety) โดยกำหนดนโยบายการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกมาตรการรับมืออย่างเคร่งครัด เช่น ตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าทำงาน การใส่หน้ากากอนามัย มีการรายงาน Timeline ทุกวัน ปรับเปลี่ยนประตูเป็นประตูอัตโนมัติ มีนโยบายปฏิบัติงานที่บ้าน Work from Home และรณรงค์ให้พนักงานฉีดวัคซีนและช่วยดำเนินการจัดหาวัคซีน รวมทั้งให้ความรู้ในการเตรียมตัวก่อนการฉีดวัคซีนให้แก่พนักงาน

2.สร้างองค์กรที่รู้สึกสงบ (Calm)ด้วยการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด19 อย่างทั่วถึง เน้นการสื่อสารทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์และวารสารของบริษัท มีการจัดทำ Line official สำหรับสื่อสารภายในองค์กร เพื่อความรวดเร็วและทันสถานการณ์, อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ รวมทั้งการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตโดยการประเมินสุขภาพจิต ผ่าน Mental Health Check In และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการดูแลสุขภาพของพนักงาน

  1. สร้างองค์กรที่รู้สึกมีความหวัง (Hope)โดยการให้ความรู้แก่พนักงานในการทำบัญชีครัวเรือนเพื่อการวางแผนการเงินของครอบครัว, จัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างกำลังใจและสร้างรายได้ เช่น เปิดตลาดออนไลน์ให้พนักงานมีรายได้เสริม, ส่งเสริมให้พนักงานทำกิจกรรมจิตอาสาในบริษัท เช่น การบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ การจัดกิจกรรมช่วยเหลือสังคม เป็นต้น
  2. สร้างองค์กรที่เข้าใจและให้โอกาส (Care) มีนโยบายให้เบี้ยขยันตามปกติกรณีที่พนักงานป่วยด้วยโรคโควิด-19 และต้องรักษาตัวหรือต้องกักตัว, ส่งเสริมให้พนักงานทำกิจกรรมในรูปแบบชมรมต่างๆ มีกลุ่มเพื่อช่วยเพื่อน, ให้พนักงานดูแลใส่ใจซึ่งกันและกัน เช่น การให้กำลังใจผู้ติดเชื้อ และสื่อสารให้เพื่อนร่วมงานให้กำลังใจผู้ป่วย พร้อมทั้งการจัดทำ Line official สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษา ปัญหาสุขภาพจิต และมีห้องให้คำปรึกษาแก่พนักงาน

ผลลัพธ์จากการดำเนินงานส่วนหนึ่งพบว่าพนักงานที่มีภาวะเป็นโรคซึมเศร้า สามารถลดการใช้ยา จนสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติดีได้ มีแนวทางการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวและมีการวางแผนการเงินได้ดีขึ้น สามารถหารายได้เสริมเพื่อประคับประคองการดำเนินชีวิตและเติมรายได้ในส่วนที่ขาดหายไป

ทั้งนี้การดำเนินงานทั้งหมดเริ่มต้นจากการรับฟังอย่างเข้าใจเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง ได้ข้อมูลจากผู้ที่ประสบปัญหา ไม่ใช้การสั่งการแก้ไขปัญหาแบบ Top Down เน้นการทำจริง หาตัวจริงจากบุคคล กลายเป็นกลุ่มคน มีต้นแบบในการส่งต่อความรู้หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขยายผลเป็นชมรม ซึ่งพบว่าการขับเคลื่อนด้วยตนเองนั้นใช้งบประมาณน้อย เกิดความสำเร็จและเกิดความยั่งยืนจนกลายเป็น “วัฒนธรรมขององค์กรสู่การสร้างวัคซีนใจในสถานประกอบการ”


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *