“บุษราคัม”โรงพยาบาลสนาม ต้นแบบการดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์ โควิด

แชร์ข่าวนี้

นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นมา ที่กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดโรงพยาบาล “บุษราคัม”ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่เกือบ 4,000 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด 19 โดยเฉพาะที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง กลุ่มสีเหลืองมาดูแลรักษา ทั้งจากโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนามและสายด่วนต่างๆ เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลในเขตกทม. มีเตียงว่างรองรับผู้ป่วยอาการหนักกลุ่มสีแดงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ตั้งแต่โรงพยาบาลบุษราคัม เปิดบริการมากว่า 3 เดือนมีเจ้าหน้าที่จากทั่วประเทศ ทั้งแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พยาบาล เภสัชกร ผู้ช่วยเหลือคนไข้ นักรังสีแพทย์ พนักงานเปล พนักงานขับรถ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาปฏิบัติงานแล้วมากกว่า 1,800 คน รวมถึงทีมรับส่งต่อผู้ป่วย โดยจัดระบบการปฏิบัติงานของแพทย์และพยาบาล เข้าไปให้การรักษาวันละ 5 รอบ ซึ่งถือว่าเป็นภาระงานที่หนักมาก แต่ทุกคนก็สู้ไม่ถอย หลายคนเมื่อกลับไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัดในจังหวัดของตนเอง ต้องไปกักตัวต่ออีก 14 วัน กว่าจะได้พบหน้าครอบครัว เรียกว่าทุกคนต้องเสียสละความสุขสบายส่วนตัวและการมาทำงานที่นี่ ก็มาด้วยความสมัครใจ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างสุดกำลังความสามารถ

โรงพยาบาลบุษราคัมเป็นโรงพยาบาลสนามที่ใหญ่ที่สุดที่ดูแลเฉพาะผู้ป่วยโควิด19 นับตั้งแต่เปิดให้บริการมาได้รับดูแลผู้ป่วยโควิด 19 แล้วมากกว่า 17,000 ราย กลับบ้านแล้วมากกว่า 11,000 ราย ยังมีผู้ป่วยที่รักษาอยู่ไม่ต่ำกว่า 3,000 ราย ในแต่ละวันมีผู้ป่วยโควิด19 เข้าออกโรงพยาบาลมากกว่า100 ราย ทีมแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงในการดูแลผู้ป่วย แม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ทุกคนยังคงทำงานอย่างหนัก ไม่มีวันหยุด ดูแลผู้ป่วยอย่างละเอียด ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้ระดมสรรพกำลังที่มี ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ด้านการแพทย์ ทั้งรถเอกซเรย์ เครื่องช่วยหายใจ ห้องตรวจปฏิบัติการ ยาสำคัญ อุปกรณ์ทางการแพทย์ มาประจำไว้ที่โรงพยาบาลบุษราคัม อย่างครบครัน

ล่าสุดได้ตั้งไอซียูสนามแยกดูแลผู้ป่วยอาการหนัก ขนาด 17 เตียงเพื่อดูแลผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานาน รอส่งต่อไปโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูง โดยแบ่งเป็นหอผู้ป่วยรวม (Cohort Ward) 13 เตียง และห้องแยกความดันลบ 4 ห้อง พร้อมอุปกรณ์การแพทย์มาตรฐานเดียวกับไอซียูในโรงพยาบาล ดูแลโดยทีมแพทย์เชี่ยวชาญและพยาบาลไอซียูจากต่างจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อลดการส่งต่อ และลดการรอคิวเตียงไอซียูของโรงพยาบาลอื่นๆ ซึ่งได้ย้ายผู้ป่วยที่มีอาการหนัก 3 – 5 รายเข้ารักษาแล้ว และเมื่อโรงพยาบาลหลักมีเตียงว่างจะส่งต่อผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาต่อไป 

 นอกจากนี้ยังได้มีการปรับระบบบริการเพื่อลดภาระงาน ลดระยะเวลาการทำงานในหอผู้ป่วย โดยทางโรงพยาบาลบุษราคัมได้ปรับให้จุดแรกรับเจาะเลือด จ่ายยาฟาวิพิราเวียร์และยาอื่น ๆ จัดช่องทางด่วนกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทหารช่วยขับรถส่งอาหารให้ในหอผู้ป่วย  เคลื่อนย้ายผู้ป่วย ส่งเอกสาร รวมทั้งเพิ่มคุณภาพการดูแล อาทิ จัดวีลแชร์เพิ่ม จัดเก้าอี้/กล่องกระดาษสำหรับผู้ป่วยใช้ขับถ่าย จัดหาเตียงลมสำหรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยวิกฤต ป้องกันเกิดแผลกดทับ และจัดบิ๊กคลีนนิ่งเดย์เป็นประจำ

สำหรับช่องทางในการรับผู้ป่วย จะประสานผ่านสายด่วน 1668 กรมการแพทย์, 1669 ศูนย์เอราวัณ กทม./ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, 1330 สปสช. จากโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยในกทม., กรมการแพทย์, กรมควบคุมโรค, และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเขตปริมณฑล รวมทั้งจากองค์กร/ มูลนิธิ/ หน่วยงานภาคเอกชน/ เครือข่ายจิตอาสา

นายแพทย์ เกียรติภูมิ วงศ์รจิตปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่าในภาวะวิกฤตเช่นนี้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนมีค่ามากที่สุดในการลดการติดเชื้อ ช่วงนี้อยากขอความร่วมมือให้ทุกคนช่วยกันอยู่บ้านให้มากที่สุด  ลดการเดินทาง เพื่อให้การล็อกดาวน์ครั้งนี้มีประสิทธิภาพ ช่วยตัดวงจรลดการแพร่กระจายเชื้อ และขอแนะนำให้กลุ่ม608(ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ,กลุ่ม 7โรคเสี่ยงและหญิงตั้งครรภ์) เข้ารับการฉีดวัคซีน เพราะพบว่าการเสียชีวิตในขณะนี้เกิดในกลุ่มนี้มากที่สุด ถ้าเข้ารับการฉีดวัคซีนมาก อัตราการเสียชีวิตก็จะลดลงอีกค่อนข้างมาก และขอให้ทุกคนดูแลตนเองให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ยึดแนวทางปฏิบัติเพื่อการป้องกันโรค  ด้วยการล้างมือ  สวมหน้ากากอนามัย  เว้นระยะห่าง ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกัน และขอให้เชื่อมั่นว่ากระทรวงสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ทุกคน ทุกหน่วย จะดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถเพื่อให้ทุกคนปลอดภัยและผ่านพ้นวิกฤตนี้ได้สำเร็จโดยเร็ว


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *