กรมควบคุมโรค จัดหาวัคซีนโควิด 24 ล้านโดส ต.ค.นี้ ฉีดประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป

แชร์ข่าวนี้


กรมควบคุมโรค เปิดแผนจัดหาวัคซีน 24 ล้านโดส ต.ค.นี้ พร้อมกระจายประชาชน ตั้งเป้ากลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไปครอบคลุม 50% ทุกจังหวัด และบูสเตอร์โดสกลุ่มฉีดซิโนแวคครบ 2 เข็ม พร้อมฉีดไฟเซอร์เด็ก 12 ปีขึ้นไปรับเปิดเทอม ขณะเดียวกันติดตามผลข้างเคียงต่อเนื่อง
(11 กันยายน 2564) ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวแผนการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด 19 ว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็น 758,503 โดส ทำให้ยอดฉีดสะสมอยู่ที่ 39,631,862 โดส โดยคนที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มอยู่ที่ 26,954,546 คน คนที่ฉีดครบ 2 เข็มมีจำนวน 12,063,643 คน คาดว่าภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้จะฉีดได้ทั้งหมด 45 ล้านโดส อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปจะมีวัคซีนมากขึ้น และกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมพร้อมจัดสรรวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชนมากที่สุด เพื่อลดอาการป่วยรุนแรง หรือเสียชีวิต
นายแพทย์โอภาส กล่าวว่า สำหรับแผนการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด19 ในเดือนตุลาคม 2564 ประเทศไทยจะมีวัคซีนซิโนแวค 6 ล้านโดส แอสตร้าเซนเนก้า 10 ล้านโดส ไฟเซอร์ 8 ล้านโดส ดังนั้น แผนในการฉีดวัคซีนอยู่ที่ 24 ล้านโดส นอกจากนี้ยังมีซิโนฟาร์มที่ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์นำเข้ามาอีกประมาณ 6 ล้านโดส โดยภาพรวมกลุ่มเป้าหมายการฉีดวัคซีนในเดือนตุลาคม แบ่งเป็น 1. ประชาชนทั่วไปอายุ 18 ปีขึ้นไป 16.8 ล้านโดส 2.นักเรียนอายุ 12-17 ปีทั่วประเทศ 4.8 ล้านโดส ฉีดไฟเซอร์ 2 เข็ม ส่วนจะฉีดกลุ่มไหนชั้นไหนก่อนจะร่วมกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการ 3.แรงงานในระบบประกันสังคม 0.8 ล้านโดส 4.หน่วยงานอื่น เช่น องค์กรรัฐ ราชทัณฑ์ 1.1 ล้านโดส และ 5.เข็มสามสำหรับคนฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม 0.5 ล้านโดส ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ทั้งนี้ แผนการฉีดวัคซีนโควิดที่ ศบค.เห็นชอบในเดือนตุลาคม เป้าหมายจะฉีดครอบคลุมประชากรทั้งหมดอย่างน้อยร้อยละ 50 ของทุกจังหวัด โดยพยายามให้อย่างน้อย 1 จังหวัดมีความครอบคลุมร้อยละ 70 และให้มีแผนดำเนินการ COVID free Area อย่างน้อย 1 พื้นที่ ซึ่งมีความครอบคลุมร้อยละ 80 อีกทั้ง ยังเน้นครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และหญิงมีครรภ์ให้มากที่สุด รวมไปถึงประชากรกลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ ตามคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจัดสรร
“เดือนตุลาคม เป็นเดือนที่ประชาชนจะมาฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ค่อนข้างมาก จึงต้องให้ได้รับครอบคลุมมากที่สุด รวมทั้งกลุ่มเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป จะมีการจัดสรรในเดือนตุลาคมเช่นกัน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ส่วนคนฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม จากข้อมูลพบว่า เมื่อเวลาผ่านไป วัคซีนที่ฉีดไปแล้วนั้น ภูมิคุ้มกันจะลดลง และเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อได้ ดังนั้น คนที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม ต้องได้รับการกระตุ้นเข็ม 3 ในเดือนตุลาคมนี้ เบื้องต้นเริ่มในกลุ่มที่ฉีดครบโดสในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2564 และจะมีการจัดสรรวัคซีนไปยังพื้นที่เศรษฐกิจและควบคุมการระบาดต่อไป ทั้งนี้ เมื่อประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เราเชื่อว่า สถานการณ์การระบาดจะค่อย ๆ ลดลง สิ่งสำคัญจึงต้องขอความร่วมมือในการป้องกันโรคส่วนบุคคลแบบครอบจักรวาล หรือ Universal Prevention รวมถึงการรับวัคซีน” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
นายแพทย์โอภาส กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการฉีดวัคซีน 4 ชนิด คือ ซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า ซิโนฟาร์ม และไฟเซอร์ โดยปริมาณการฉีดที่มากที่สุด คือ แอสตร้าฯ รองลงมาคือ ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม และไฟเซอร์ ด้านอาการไม่พึงประสงค์ ส่วนใหญ่คล้ายกัน มีไข้ ปวดศีรษะ เวียนหัว ถือว่าไม่รุนแรง พัก 1-2 วันทานยาลดไข้ก็จะดีขึ้น สำหรับอาการแพ้วัคซีนซิโนแวค หรือที่เรียกว่า Anaphylaxis พบ 24 ราย คิดเป็น 0.16 ต่อแสนโดส ซึ่งทั้งหมดอาการไม่รุนแรงมาก และได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติ ส่วนอาการแพ้วัคซีนแอสตร้าฯ พบ 6 ราย หรือ 0.04 ต่อแสนโดส ทั้งหมดหายเป็นปกติ อีกอาการคือ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับ เกล็ดเลือดต่ำ หลังได้รับวัคซีน 5 ราย หรือ 0.03 ต่อแสนโดส ผลข้างเคียงจากวัคซีนหลักของไทยค่อนข้างน้อย มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ส่วนซิโนฟาร์มพบ 4.46 ต่อแสนโดส แต่ต้องติดตามรายละเอียดเนื่องจากยังฉีดไม่มากพอ ส่วนที่ผู้ปกครองกังวลเรื่องภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์นั้น สำหรับไทยพบ 1 รายหลังจากฉีดไปประมาณ 1 ล้านโดส คิดเป็น 0.11 ต่อแสนโดส ขณะนี้หายเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม อาการไม่พึงประสงค์ทางกระทรวงสาธารณสุขมีการติดตามต่อเนื่อง
“กรณีเสียชีวิตจากวัคซีนนั้น จากข้อมูลผู้เสียชีวิตภายหลังได้รับวัคซีน คณะผู้เชี่ยวชาญได้รับพิจารณาแล้ว 416 ราย พบว่า ไม่เกี่ยวกับวัคซีน 249 ราย เช่น ติดเชื้อระบบประสาทและสมอง เลือดออกในสมอง เส้นเลือดสมองอุดตัน ปอดอักเสบรุนแรง ติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น ส่วนอีก 32 รายไม่สามารถสรุปได้ ส่วนที่สรุปว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนมี 1 ราย จากการฉีดไปเกือบ 40 ล้านคนที่พบว่ามีภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ จึงเห็นได้ว่า มีส่วนน้อยที่พบกับอาการไม่พึงประสงค์ หากเทียบกับประโยชน์และความปลอดภัยของวัคซีน” นายแพทย์โอภาสกล่าว


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *