120 วันกับการเปิดประเทศท่ามกลางโควิด : วิจัย “วัคซีน” มีคำตอบ

แชร์ข่าวนี้

120 วันกับการเปิดประเทศท่ามกลางโควิด : วิจัย “วัคซีน” มีคำตอบ

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ ภาพประกอบ_สกู๊ป-สวรส.-เปิดประเทศ-120-วัน-1024x684.jpg

      ประเทศไทย กลายเป็น 1 ใน 5 ของประเทศทั่วโลก ที่ประกาศว่าจะเปิดประเทศ1 ต้อนรับคนทั้งโลกให้เข้ามา ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 และเป็นการบ่งบอกอย่างชัดแจ้งว่า ไทย จะต้องอยู่กับโรคระบาดนี้ให้ได้
สำนักข่าวต่างประเทศอย่าง CNN และรอยเตอร์ ระบุถึงเรื่องนี้เมื่อราวกลางเดือนกันยายน 2564 ว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศถัดจาก เดนมาร์ก สิงคโปร์ ชิลี และแอฟริกาใต้ ที่จะเปิดประเทศเพื่อต้อนรับต่างชาติ ทั้งนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ ซึ่งประเทศเหล่านั้นมีการฉีดวัคซีนให้ประชากรไปแล้วในสัดส่วน 70% ขึ้นไป โดยเหตุผลหลักของการเปิดประเทศสำหรับประเทศไทยเอง ก็ด้วยผลจากแรงกระทบทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับโควิด 19 ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียรายได้หลักโดยเฉพาะจากการท่องเที่ยวไปนับแสนล้านบาท2
ตัวเลขที่หายไปกระทบกับทุกห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงประกาศเอาไว้เมื่อ 22 มิถุนายน 2564 ว่าในอีก 120 วันข้างหน้า เราจะเปิดประเทศกันได้เสียที และระหว่างนี้จะต้องเร่งระดมการฉีดวัคซีนคนไทยให้ครอบคลุมมากที่สุด หรืออย่างน้อยที่สุด 70% ของประชากรจะต้องได้รับวัคซีน เพื่อลดทอนผลกระทบที่ตามมาซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการเปิดประเทศให้ได้มากที่สุด
เมื่อมองมายังตัวเลขของคนไทยที่ได้รับวัคซีนสอดรับกับการเปิดประเทศหรือไม่ Our World in Data3 (17 กันยายน 2564) ระบุตัวเลขของคนไทยที่ได้รับวัคซีนครบสองเข็มมีเพียงแค่ 19% เท่านั้น ตัวเลขการรับวัคซีนของคนไทยก็ดูเหมือนจะยังห่างไกลจากตัวเลข 70% ที่เป็นเป้าหมาย ขณะเดียวกัน หากนับถอยหลังของการเปิดประเทศใน 120 วัน ซึ่งมีกำหนดในเดือนตุลาคม 2564 นี้ ก็มีจำนวนวันที่ลดลงเรื่อยๆ
 อย่างไรก็ตาม หากการเปิดประเทศต้องเกิดขึ้น ขณะที่ตัวเลขผู้ที่ได้รับวัคซีนในประเทศไทยยังคงรักษาระดับอย่างที่เป็นอยู่ เราจะได้เห็นภาพอย่างไรสำหรับการเปิดประเทศที่จะถึงนี้?

คำตอบที่พอทำให้เห็นเค้าลางอนาคตจากการเปิดประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล อาจอธิบายได้ด้วยผลงานวิจัย โครงการประเมินผลกระทบและความคุ้มค่าของวัคซีนโควิดที่พึงประสงค์เพื่อใช้ในการพัฒนาและคัดเลือกวัคซีนสําหรับใช้ในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยทีมวิจัยของโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล4 ถอดข้อมูลจากแบบจำลองสถานการณ์ที่น่าสนใจในประเด็นการเปิดประเทศในกรอบ 120 วัน และผลงานวิจัยชิ้นนี้เอง ที่ทำให้เราพอเห็นภาพการเปิดประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์การติดเชื้อจริง รวมไปถึงตัวเลขที่เป็นผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิดในประเทศไทย

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ ภาพ_นพ.ยศ-ตีระวัฒนานนท์-769x1024.jpg

ดร. นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ นักวิจัยเครือข่ายสวรส. หนึ่งในทีมนักวิจัย ฉายภาพให้เห็นว่า หากสามารถจัดหาให้วัคซีนได้ตามจำนวนที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ คือ 40 ล้านโดสใน 4 เดือน จะสามารถลดการแพร่ระบาดและผู้เสียชีวิตลงได้ประมาณครึ่งหนึ่ง คือ ระหว่างกรกฎาคม – ตุลาคม 2564 จะมีผู้ติดเชื้อราว 2 แสนคน ผู้เสียชีวิตเกือบ 1 หมื่นคน จากเดิมที่คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อสูงถึง 4 แสนคน ผู้เสียชีวิตราว 2 หมื่นคน ถ้าอัตราการให้วัคซีนยังช้าเหมือนช่วงเดือนกรกฎาคม

อีกทางหนึ่ง คือ หากหาวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และเร่งฉีดได้ทัน 80 ล้านโดสใน 4 เดือน จะสามารถลดการแพร่ระบาดและผู้เสียชีวิตลงได้จำนวน 150,000 คน และ 1 หมื่นคนตามลำดับ แต่หากหากไม่มีการให้วัคซีนเลยในอีก 4 เดือนข้างหน้า (หรือ ณ เดือนตุลาคม 2564) จะมีผู้ติดเชื้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกกว่า 670,000 คน และผู้เสียชีวิตกว่า 36,000 คน การให้วัคซีนที่จัดซื้อไว้แล้วล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน

การพิจารณาถึงประสิทธิผลวัคซีนกับกลุ่มเป้าหมายยังเป็นประเด็นสำคัญ โดยวัคซีนที่มีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ จะเหมาะกับกลุ่มประชากรอายุ 20-39 ปี โดยวัคซีนที่มีประสิทธิผลลความรุนแรงของโรค เหมาะในการให้ในกลุ่มสูงวัยตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป


ทั้งนี้ ในด้านของการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ แน่นอนว่าประเทศไทยเองยังคงไม่มีโอกาสของการเกิดภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงการเปิดประเทศในอีก 120 วัน เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อและมีภูมิต้านทานตามธรรมชาติ รวมไปถึงการฉีดวัคซีนยังคงไม่เพียงพอ ประกอบกับเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ระบาดได้ง่าย ทำให้ระดับความครอบคลุมของวัคซีนเพื่อเกิดความคุ้มกันหมู่ ยิ่งสูงขึ้นไป

“เราพบว่าวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ จะสามารถลดความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโรค และจะสามารถ ‘ลดจำนวน’ ผู้เสียชีวิตได้ ‘มากกว่า’ วัคซีนที่มีประสิทธิผลในการลดความรุนแรงของโรคในกลุ่มผู้ติดเชื้อเพียงอย่างเดียว” ดร. นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ นักวิจัยเครือข่ายสวรส. กล่าว

หากมองสถานการณ์ตัวเลขจริง พร้อมๆ ไปกับงานวิจัยที่ประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่งเห็นได้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศยังคงมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอยู่ ซึ่งพบว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศเราจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลในการตัดสินใจของรัฐบาลนานาประเทศ ที่จะอนุญาตให้ประชากรของพวกเขาเดินทางมายังประเทศไทยหรือไม่

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ ภาพ_ผศ.ดร.จรวยพร-ศรีศศลักษณ์.jpg

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์. รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (รองผอ.สวรส.) ในฐานะผู้จัดการงานวิจัย สวรส. ระบุว่า การให้วัคซีนโควิด -19 ร่วมกับการใช้มาตรการ Social Vaccine อย่างข้มข้น การเว้นระยะห่างทางสังคม การสวมใส่หน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือ ซึ่งทั้งหมดต้องทำอย่างเคร่งครัด ปัจจุบันแม้ว่าประชากรจะได้รับวัคซีนไปแล้วก็ตาม แต่มาตรการ social vaccine ยังคงเป็นกุญแจสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด 19

“อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ หากผู้กำหนดนโยบายพิจารณานำข้อเสนอจากงานวิจัยใช้ในการเลือกและฉีดวัคซีนให้กับคนไทย ควบคู่ไปกับความร่วมมือของคนในประเทศกับการปฏิบัติตามมาตรการ Social Vaccine การเปิดประเทศน่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ อาจจะไม่ใช่ภายใต้กรอบระยะเวลา 120 วัน แต่บนความพร้อมทางสุขภาพของคนไทย ที่จะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเพียงพอต่อการต่อสู้กับโรค และขับเคลื่อนประเทศได้ต่อไป” ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวทิ้งท้าย


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *