กรมควบคุมโรค ขอเผยแพร่ “พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพรายสัปดาห์”
ฉบับที่ 38/2564 ประจำสัปดาห์ที่ 44 (วันที่ 31 ต.ค. – 6 พ.ย. 64)

แชร์ข่าวนี้

       จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์บาดเจ็บจากการอาบน้ำด้วยเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2560-2562 มีรายงานทั้งสิ้น 11 เหตุการณ์ พบผู้ป่วยรวม 20 ราย ส่วนใหญ่เกิดในจังหวัดภาคเหนือและพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว ในปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 63 มีรายงาน 3 เหตุการณ์ จำนวนผู้ป่วยรวม 4 ราย
“การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าจะมีโอกาสพบผู้บาดเจ็บจากการอาบน้ำด้วยเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊ส เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ประชาชนไปท่องเที่ยวตามภูเขาหรือยอดดอยเพิ่มขึ้น และในที่พักที่มีการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายและการบาดเจ็บจากการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สได้ เพราะเมื่อเปิดใช้งาน จะมีการเผาไหม้เพื่อนำความร้อนไปทำให้น้ำอุ่น หากใช้งานใน
พื้นที่ปิดจะทำให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดภาวะคั่งของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ไปแทนที่ก๊าซออกซิเจนที่อาจมีน้อยอยู่แล้ว ซึ่งเป็นก๊าซที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น ทำให้คนที่อาบน้ำในห้องน้ำสูดดมก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าไปในปริมาณมากและเป็นเวลานาน โดยคาร์บอนมอนอกไซด์จะไปเกาะจับเม็ดเลือดแดงแทนออกซิเจน ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน ส่งผลให้หมดสติและอาจรุนแรงจนเสียชีวิตได้ กรมควบคุมโรคจึงขอแนะนำประชาชนที่เข้าพักในสถานที่ท่องเที่ยวที่ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สให้ระมัดระวังขณะอาบน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยขณะอาบน้ำให้เปิดพัดลมระบายอากาศหรือช่องระบายอากาศในห้องน้ำ หากไม่มีควรเปิดประตูห้องน้ำไว้เล็กน้อยหรือไม่ควรอาบน้ำนานเกิน 10 นาที และควรเว้นระยะเวลาก่อนคนถัดไปจะใช้ห้องน้ำอย่างน้อย 15 นาที เพื่อให้เกิดการระบายของอากาศ หากมีอาการผิดปกติ เช่น วิงเวียน หน้ามืด หายใจลำบาก หรือได้กลิ่นแก๊สขณะอาบน้ำให้รีบปิดเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สและออกจากห้องน้ำทันที ในกรณีพบเห็นคนหมดสติขณะอาบน้ำควรเปิดประตูเพื่อระบายอากาศและรีบนำผู้ป่วยไปยังพื้นที่โล่งพร้อมทั้งรีบโทรแจ้ง 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์กู้ชีพและนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422”

*******************************************************
ข้อมูลจาก : ทีม SAT / สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *