“อนุทิน” แสดงความยินดีผู้แทน WHO ประจำประเทศไทยคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง

แชร์ข่าวนี้

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้การต้อนรับ Dr.Jos Vandelaer (นายแพทย์จอส ฟอนเดลาร์)
ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยคนใหม่ พร้อมสนับสนุนและร่วมดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้ยุทธศาสตร์ 6 แผนงาน Digital Health โรคไม่ติดต่อ ความปลอดภัยทางถนน ประชากรข้ามชาติ Public Health Emergency และ เสริมสร้างการเป็นผู้นำของประเทศไทยด้านสุขภาพโลก

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ ANN_4041-1024x683.jpg
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้การต้อนรับ
Dr.Jos Vandelaer (นายแพทย์จอส ฟอนเดลาร์) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยคนใหม่
ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ และหารือเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก
โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า ยินดีให้การสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลก โดยเฉพาะแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย
กับองค์การอนามัยโลก (WHO Country Cooperation Strategy: CCS) ค.ศ. 2022-2026 ฉบับใหม่ และ
การดำเนินงานของแผนงานหลักภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ทั้ง 6 แผนงาน ได้แก่ แผนงาน Digital Health
แผนงานโรคไม่ติดต่อ แผนงานความปลอดภัยทางถนน แผนงานประชากรข้ามชาติ แผนงาน Public Health Emergency และแผนงานการเสริมสร้างการเป็นผู้นำของประเทศไทยด้านสุขภาพโลก โดยมีวงเงินงบประมาณ 303 ล้านบาท
ในระยะเวลา 5 ปี

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ ANN_4113-1024x683.jpg
นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำนโยบายของประเทศไทยในการจัดหาวัคซีนโควิด 19 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย 100 ล้านโดส ในปี 2564 ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการฉีดวัคซีนไปแล้วทั้งหมด 85 ล้านโดส รวมทั้งพิจารณาดำเนินการ
ให้วัคซีนเข็มกระตุ้นในผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มทุกราย พร้อมทั้งจะดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อให้คนไทยและแรงงานต่างชาติได้รับวัคซีนโควิค 19 ทุกคน พร้อมให้ความมั่นใจว่าระบบสาธารณสุขไทยมีการเตรียม
ความพร้อมในการรับมือกับการระบาดของโรคโควิด 19 อย่างเต็มที่ กระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอเรื่องการ
ขออนุมัติกรอบวงเงินจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ต่อรัฐบาล และได้รับการอนุมัติเงินสำหรับการจัดซื้อ 50,000 คอร์ส หรือประมาณ 2 ล้านเม็ด เพื่อใช้ร่วมกับยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งประเทศไทยมีความสามารถในการผลิตได้ด้วยตนเอง ทำให้มียาสำรองไว้อย่างเพียงพอ
******************************12 พฤศจิกายน 2564


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *