งานสัมมนาความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคและการเจรจาถึงการทำงานร่วมกันเพื่ออนุรักษ์แม่น้ำโขง

แชร์ข่าวนี้

เมื่อวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา มีการจัดงานสัมมนา “ บทบาทความสำคัญและทางออกของการพัฒนาเขื่อน : กรณีศึกษาเขื่อนแม่น้ำโขง” โดย Inno Community Development Organisation “อินโน” เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NGO) เป็นหนึ่งในกระบอกเสียงหลักของภาคประชาสังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศจีน และได้ขยายไปยังอินเดีย ไทย กัมพูชา และเร็ว ๆ นี้จะขยายไปในเวียดนาม

อินโนจัดงานสัมมนาครั้งนี้เพื่อรวบรวมมุมมอง ความคิดเห็นต่อการพัฒนาเขื่อนแม่น้ำโขง จากหลากหลายกลุ่มทั้งภาคการศึกษา นักวิชาการ และภาคประชาสังคม

โดย อาจารย์กัมปนาท ภักดีกุล ร่วมสัมมนาในหัวข้อ แม่น้ำโขงในอดีตถึงปัจจุบัน เนื่องจากมีหลากหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันเพื่อรองรับการเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคมระหว่างประเทศ ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (The Lower Mekong Basin: LMB) และระเบียงเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ก่อเกิดการผลักดัน การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงต่อภูมิภาคตลอดช่วงศตวรรษที่ผ่านมา และกำลังส่งผลกระทบต่ออนุภูมิภาคทั้งทางบวกและทางลบ และแน่นอนทุกคนทราบดีว่าการพัฒนาแม่น้ำโขงจากแนวทางดังกล่าว ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ลดลง โดยเฉพาะพันธุ์ปลาท้องถิ่น ส่งผลต่อความยากจนและความเปราะบางทางสังคมของชาวบ้านที่อาศัยในพื้นที่มากยิ่งขึ้น เป็นผลมาจากความผันผวนของระดับน้ำแม่น้ำโขงที่ถูกควบคุมจัดการโดยเขื่อนทั้งตอนบนและตอนล่าง ซึ่งปัจจุบันเราสามารถติดตามสถานะของระดับน้ำของแม่น้ำโขงแบบใกล้เวลาจริง (Near Real-time) ได้จาก Mekong Dam Monitor (MDM) ที่ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์สติมสัน (Stimson Center) และสามารถติดตามระดับน้ำได้อีกในหลาย ๆ ช่องทาง เช่น กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ อย่างไรก็ตามเราควรตระหนักถึงการอ้างอิงข้อมูล ด้วยการตรวจสอบข้อมูล (Cross check) จากหลายแหล่งที่มา ข้อมูลจาก MDM ก็เคยถูกตรวจสอบถึงความคลาดเคลื่อนของการอ่านข้อมูลระดับน้ำของเขื่อนจีนในลุ่มน้ำโขงตอนบน โดย Global Times (Hu Yuwei, March 2022)

https://www.globaltimes.cn/page/202203/1253860.shtml ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนตรวจสอบพบว่า การรายงานระดับน้ำของศูนย์สติมสันมีข้อบกพร่องของข้อมูลที่อาจนำพาไปสู่ข้อสรุปที่ไม่ถูกต้อง การตระหนักถึงการใช้ข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ชาวบ้านในพื้นที่ริมแม่น้ำโขงได้รับคือข้อเท็จจริงที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากการเปลี่ยนแปลงในอดีตถึงปัจจุบัน และไม่อาจปฏิเสธได้

อีกมุมมองหนึ่งจากคุณ Mahendra Singh ผู้บรรยายอีกท่าน ได้กล่าวถึงส่วนหนึ่งจากบทความวิชาการในหัวข้อ “Not only Anti-dam: Simplistic Rendering of Complex Salween Communities in Their Negotiation for Development in Thailand” ของ ดร.ไพบูลย์ เฮงสุวรรณ รายงานระบุว่าการขาดแคลนน้ำ สามารถมองเป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการใช้ข้อมูลเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองด้วยการร่วมมือกันจัดการสถานการณ์ขาดแคลนน้ำให้ดีขึ้น ในขณะที่ศูนย์สติมสัน (Stimson center) สนับสนุนโดยรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา ได้ทำให้ประเด็นเรื่องระดับน้ำและระบบนิเวศเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และทำให้ชาวบ้านมองเป็นภัยคุกคามจากเขื่อนของจีน มีการพาดหัวบทความ เช่น “จีนปิดก๊อกลำน้ำโขงอย่างไร” และได้เผยแพร่บทความดังกล่าวลงสื่อระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตามต่อมา Australia Mekong Partnership for Environmental Resources and Energy Systems (AMPERES) ชี้ให้เห็นว่าบทความของศูนย์สติมสัน นั้นกล่าวอ้างเกินกว่าหลักฐานข้อเท็จจริงที่มีอยู่ ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่ทุกประเทศในภูมิภาคควรให้ความสำคัญไม่ใช่การโจมตีทางการเมืองระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา แต่ควรมุ่งเน้นถึงการสร้างความร่วมมือเพื่อการจัดการสถานการณ์การขาดแคลนน้ำในลุ่มแม่น้ำโขงร่วมกัน และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการยั่วยุจากบุคคลที่สามที่พยายามทำลายความเชื่อใจของประเทศในภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง

ปิดท้าย โดยคุณสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต (Living River Association: LRA) กระบอกเสียงจากภาคประชาสังคมผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการพัฒนาเขื่อนให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า เราควรทบทวนใหม่เรื่องการพัฒนา ชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาแต่หากการพัฒนานั้นลำเส้นจนทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อน ผลกำไรที่ได้จากการพัฒนาโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรจะนำมาแก้ปัญหาส่วนนี้และชดเชยรายได้ที่ชาวบ้านสูญเสียไป ปัจจุบันสิ่งที่ภาคประชาชนทำได้คือการพึ่งพาตนเอง เนื่องจากเราไม่มีแม่น้ำโขงที่อุดมสมบูรณ์เหมือนในอดีต ชาวบ้านต้องเปลี่ยนอาชีพจากชาวประมงไปทำอาชีพอื่น ต้องคิดค้นเทคโนโลยีการเลี้ยงปลาดุกเป็นอาหารทั้งที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ การพึ่งตัวเองก็มีความลำบากเพราะปัญหาที่เกิดนั้นใหญ่เกินกว่าชุมชนจะแก้เองได้

ดังนั้นผลประโยชน์ ผลกำไรที่ได้จากโครงการพัฒนาควรนำกลับคืนสู่พื้นที่แม่น้ำโขงและชุมชนเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งสหรัฐอเมริกาหรือจีน ล้วนมีความชอบธรรมที่ต้องมาช่วยกันดูแล ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน เมื่อประชาชนได้รับผลกระทบจากการพัฒนา เราจะไม่มีสงคราม แต่ว่าเราจะต้องช่วยเหลือกัน


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น