กรมควบคุมโรค แนะประชาชนใส่ใจสุขภาพ วัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

แชร์ข่าวนี้

กรมควบคุมโรค แนะประชาชนใส่ใจสุขภาพ วัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะประชาชนใส่ใจดูแลสุขภาพตนเอง วัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต เผยผลการสำรวจสุขภาพประชากรไทยพบว่า กว่า 7 ล้านคน ไม่ทราบว่าตนเองป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ %E0%B8%99%E0%B8%9E.%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%AA-%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A3-1024x682.jpg
วันนี้ (17 พฤษภาคม 2565) นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ กล่าวว่า ในวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension Day) โดยปี 2565 นี้ สมาพันธ์ความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension League) ได้กำหนดประเด็นการรณรงค์ คือ “Measure Your Blood Pressure, Control It, Live Longer วัดความดันอย่างไร สูงเกินไปคุมให้ดี ช่วยยืดชีวีให้ยืนยาว” โดยกระทรวงสาธารณสุข มุ่งเน้นการวัดความดันโลหิตที่ถูกต้อง และส่งเสริมการคัดกรองโดยสร้างความตระหนักในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
“โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประชากร โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ในกลุ่มประชากรอายุ 30-79 ปี มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเกือบ 1.3 พันล้านคน และมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้นแต่สามารถตรวจวินิจฉัยได้ และยังพบว่าโรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยง ที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต เป็นต้น ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร”
สำหรับประเทศไทยมีแนวโน้มพบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจสุขภาพประชากรไทยในปี 2562-2563 พบว่าประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 13 ล้านคน และในจำนวนนี้มีมากถึง 7 ล้านคน ไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง หากผู้ป่วย มีภาวะความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานานและไม่ได้รับการดูแลรักษา ความรุนแรงของโรคจะเพิ่มมากขึ้น อาจแสดงอาการต่างๆ ได้แก่ ปวดศีรษะ ใจสั่น ตาพร่ามัว อ่อนเพลีย วิงเวียน สับสน หายใจลำบาก หัวใจเต้นผิดปกติ ทั้งนี้ หากได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต พร้อมติดตามวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดียิ่งขึ้น และจะลดภาวะแทรกซ้อน ที่รุนแรงได้เป็นอย่างดี

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-2-724x1024.jpg
นายแพทย์โอภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค เล็งเห็นความสำคัญในการป้องกันควบคุมโรคความดันโลหิตสูง ได้สนับสนุนให้มีเครื่องวัดความดันโลหิตในพื้นที่สาธารณะเพื่อเพิ่มการเข้าถึงการวัดความดันโลหิตมากขึ้น สร้างความตระหนักและสร้างการรับรู้ต่อสุขภาพของตนเอง มุ่งเน้นให้ประชาชนวัดความดันโลหิตอย่างถูกวิธีและทราบระดับความดันโลหิตของตนเอง รวมถึงสามารถปฏิบัติตน เพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้ โดยใช้หลัก 3อ. 2ส. ดังนี้ 1.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดอาหารหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักผลไม้ (ไม่หวานจัด) 2.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอวันละ 30 นาที 3.ทำจิตใจให้สงบเพื่อจัดการความเครียด 4.ไม่สูบบุหรี่ 5.ไม่ดื่มสุรา สำหรับวิธีการวัดความดันโลหิตที่ถูกต้อง คือ 1.ผู้ถูกวัด ควรมีการเตรียมตัวก่อนการวัด ไม่ดื่มชา-กาแฟ และไม่สูบบุหรี่ก่อนทำการวัด 30 นาที 2.นั่งบนเก้าอี้หลังพิงพนักและหลังตรง 3.งดการพูดคุยระหว่างวัดความดันโลหิต 4.วางแขนไว้บนโต๊ะให้ปลอกแขน (Arm cuff) อยู่ระดับเดียวกับหัวใจ 5.ไม่เกร็งแขนและไม่กำมือขณะวัดความดันโลหิต 6.เท้าทั้งสองวางราบกับพื้นไม่ไขว่ห้าง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

*********************************
ข้อมูลจาก :กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค
วันที่ 17 พฤษภาคม 2565


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น