สธ.รณรงค์ 4 กรกฎาคม วันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ห่วง 7 ภาระโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม

แชร์ข่าวนี้

สธ.รณรงค์ 4 กรกฎาคม วันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ห่วง 7 ภาระโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงพระราชทานพระดำรัสในการประชุมวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2565 ว่า วิกฤตการณ์ ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งจากมลพิษสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ สารเคมีที่ปนเปื้อน ในสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เกิดความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อม และเป็นภัยคุกคาม ต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ปัญหาเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข โดยความร่วมมือ จากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนและประชาชน ในการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมขับเคลื่อนการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ นำไปสู่การป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม สร้างอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ที่สำคัญ คือ การพัฒนาคน รวมทั้งพัฒนารูปแบบ และกลไกในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน “การพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความยั่งยืน ต้องสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมคิด ร่วมทำ และพัฒนาควบคู่กันไป เพื่อให้เกิด ความสมดุลและยั่งยืน”

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ S__46645413-1024x682.jpg
วันนี้ (4 กรกฎาคม 2565) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดงานวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2565 ภายใต้แนวคิด “ปกป้องโลก ปกป้องเรา ด้วยอนามัยสิ่งแวดล้อม : Only One Earth, Be Better Together” โดยดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน ภายในงานมีพิธีถวายพระพรศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ และกิจกรรมเสวนาวิชาการร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย และสมาคมอนามัยแห่งประเทศไทย เรื่อง “สานพลังเครือข่าย ปกป้องโลก ปกป้องเรา สู่อนามัยสิ่งแวดล้อมยั่งยืน”
ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มุ่งให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยมีสุขภาพดี ด้วยการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ไปอย่างรวดเร็ว เน้นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย และเอื้อต่อการมีสุขภาพดีของทุกคน โดยปรับกระบวนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ มีการจัดระบบบริการสุขภาพ การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม การสื่อสารประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการจัดการสุขลักษณะกิจการต่าง ๆ ให้เกิดความปลอดภัย ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และประชาชน ภายใต้แนวคิด “ปกป้องโลก ปกป้องเรา ด้วยอนามัยสิ่งแวดล้อม : Only One Earth, Be Better Together” เพื่อร่วมสร้างสุขภาพดี มีสมดุลชีวิต สิ่งแวดล้อมยั่งยืน สำหรับทุกคน
​ทางด้าน นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากสถานการณ์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของทั่วโลกที่สำคัญ และส่งผลให้เกิดภาระโรค ได้แก่ 1) โรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ พบว่า ร้อยละ 45 ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่เสียชีวิตด้วยโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ มีสาเหตุจากการใช้เชื้อเพลิงแข็ง ในครัวเรือน และการใช้น้ำมันก๊าดคู่กับเตาประกอบอาหารที่ก่อมลพิษ 2) มลพิษทางอากาศ พบว่า 1 ใน 8 ของผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อ มีสาเหตุการตายเนื่องจากมลพิษอากาศ 3) สารเคมี พบว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิต กว่า 1.6 ล้านคน โดยมีสาเหตุจากสารเคมีที่พบในอากาศ ในผลิตภัณฑ์อุปโภค บริโภค ในสถานที่ทำงาน ในน้ำหรือดิน และการเสียชีวิตเหล่านี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสสารเคมีอย่างต่อเนื่อง 4) พฤติกรรมการล้างมือ พบว่า มีประชากรเพียงร้อยละ 26 ที่ล้างมือหลังการขับถ่าย 5) ความเป็นเมือง คาดการณ์ว่าในปี 2593 ร้อยละ 70 ของประชากร จะอาศัยอยู่ในเขตเมือง ซึ่งเป็นแหล่งรวมปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ 6) น้ำปนเปื้อน พบว่า ประชากรมากกว่า 2 พันล้านคน ดื่มน้ำที่ไม่สะอาดมีการปนเปื้อนอุจจาระ อหิวาตกโรค โดยมีการรายงานผู้ป่วยประมาณ 2.9 ล้านคน ในแต่ละปี และ 7) โรคท้องร่วง พบว่า ในแต่ละปี น้ำ การสุขาภิบาล และสุขอนามัย ที่ไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 829,000 ราย จากโรคท้องร่วงที่สามารถป้องกันได้ และในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุไม่เกิน 5 ปี ถึง297,000 ราย ที่สำคัญ คือ ร้อยละ 23 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลก สามารถป้องกันได้ด้วยการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและเอื้อต่อสุขภาพ จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญในการประสานพลังเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมปกป้องโลก ปกป้องเรา สู่อนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป
***
กรมอนามัย / 4 กรกฎาคม 2565


แชร์ข่าวนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น